เกร็ดความรู้

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สาหร่ายสไปรูลิน่า

สาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina Algae) เป็นสาหร่ายที่มีขนาดใหญ่ จะม้วนตัวเป็นเกลียว และเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบในเซลล์เซลล์เดียว ถูกจำแนกให้อยู่ระหว่าง สิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์และพืช แต่ค่อนข้างจะมีความคล้ายไปทางพืชมากกว่าสัตว์ อาศัยอยู่ในน้ำ มีทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย จะจำแนกจากลักษณะสีของต้น ซึ่งมีสีเขียว สีแดง สีน้ำตาล และสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นต้น สาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นสายพันธุ์สีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งเมื่อทำให้แห้งแล้ว จะมีสีค่อนข้างไปทางเขียวเข้มเกือบเขียวคล้ำ และขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำกร่อยเท่านั้น น้ำที่เหมาะที่สุด จะมีลักษณะเป็นเบส ทำให้สาหร่ายสไปรูลิน่า มีคุณสมบัติพิเศษ ในการปรับความสมดุลของน้ำได้เป็นอย่างดี

ทำไมสาหร่ายสไปรูลิน่าจึงดีกับร่างกายของเรา ?

เพราะสาหร่ายสไปรูลิน่า มีปริมาณโปรตีนเป็นส่วนประกอบ มากถึง 55-70 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าเป็นโปรตีนชนิด ที่มีกรดอะมิโนจำเป็น คือ กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง ครบทั้ง 8 ชนิด สาหร่ายสไปรูลิน่าที่จะให้ผลดีต่อร่างกาย ต้องถูกควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยง การเก็บ การตากแห้ง การบด และการผลิต เพื่อให้ได้สาหร่ายที่มีความบริสุทธิ์จริงๆ และจะต้องทำให้เกิด ความคงตัวของสายพันธุ์ที่ดีเหล่านี้ให้สม่ำเสมอ เพราะสาหร่ายสไปรูลิน่าบริสุทธิ์เท่านั้น ที่มีหน้าที่ และสรรพคุณมากมายต่อร่างกาย

สาหร่ายสไปรูลิน่า ให้สารอาหารประเภทกรดอะมิโน ที่จำเป็นในปริมาณสูงทั้ง 8 ชนิดดังนี้

1. ไอโซลูซีน (Isoluecine) ที่ช่วยในการเจริญเติบโตพัฒนาการของความทรงจำ และยังใช้ในการสังเคราะห์ กรดอะมิโนไม่จำเป็นบางตัวในร่างกายอีกด้วย
2. ลูซีน (Luecine) กระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น
3. ไลซีน (Lysine) เป็นโครงสร้างของเซลล์เม็ดเลือด ที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้การเจริญเติบโต ของเซลล์ในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ
4. เมไธโอนีน (Methionine) ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมัน และกรดไขมัน ทำให้ตับมีสุขภาพดี และยังลดความเครียดของสมอง
5. เฟนินอลานีน (Phynynollanine) ช่วยให้ต่อมไธรอยด์ นำไปใช้สร้างไธรอยด์ฮอร์โมน ที่ควบคุมพลังงานพื้นฐานของร่างกายที่เรียกว่า BMR
6. เทรโอนีน (Threonoine) ช่วยให้การทำงานของ ระบบทางเดินอาหารเป็นปกติ และช่วยให้การดูดซึมสารอาหาร เข้าสู่กระแสโลหิตเป็นไปได้ด้วยดี
7. ทริปโตแฟน (Tryptophan) ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาวิตามิน B มาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลทำให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น เชื่อว่าให้ผลในการควบคุมอารมณ์ และทำให้ใจเย็นลงได้
8. วาลีน (Valine) กระตุ้นการทำงานของ ระบบการควบคุมอารมณ์ และการประสานงาน การทำงานของระบบกล้ามเนื้อ

นอกจากนั้น ยังมีวิตามิน B12 ที่พบว่า มีผลดีต่อการสร้างเม็ดเลือด ที่เป็นระบบภูมิต้านทานที่ดีของร่างกาย ให้วิตามิน A ในรูปของเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) ที่ให้ผลเป็นสารต้าน การเกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น โดยการกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น มีวิตามัน B1 เป็นโคเอ็นไซม์ในขบวนการเผาผลาญสารอาหาร และรักษาระดับกลูโคสในเลือด วิตามิน E ปกป้องระบบหัวใจ และระบบเส้นเลือด ช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถนำเอา อ๊อกซิเจนไปใช้ได้เป็นอย่างดี และพบว่าให้ผลชะลอความแก่ได้

สาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นสาหร่ายที่มีประโยชน์ และมีสรรพคุณมากมาย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่หากต้องการสุขภาพที่ดี จะต้องมีความสมดุล ของการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างเพียงพอควบคู่ไปด้วย


แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 58 เมษายน 2548

ป้ายกำกับ: , ,

น้ำสลัดนานาชาติเพื่อสุขภาพคุณ

สลัดเป็นเมนูจานหนึ่งจากประเทศตะวันตกที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา เพราะได้ชื่อ ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยมีผักและผลไม้สดเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งอุดม ไปด้วยคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่และไฟเบอร์ ให้ทั้งพลังงานและสารอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ แน่นอนว่าเมนูสลัดต้องรับประทานคู่กับน้ำสลัด แสนอร่อย อย่างไรก็ตามน้ำสลัดมีส่วนผสมและคุณค่าทางโภชนาการต่างกัน น้ำสลัด จึงอาจไม่เหมาะกับทุกคนที่เลือกรับประทาน บางชนิดเหมาะกับคนที่ต้องใช้พลังงานสูง แต่บางชนิดเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ฯลฯ ดังนั้นการเลือกน้ำสลัดต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพร่างกายและโรคของแต่ละคน

น้ำสลัดพลังงานสูงสำหรับคนที่ต้องใช้พลังงานสูง

เนื่องจากประกอบไปด้วยโปรตีนและไขมัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานสูง เช่น นักกีฬาหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก แต่ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เพราะอาจทำให้โคเลสเตอรอลสูงเกินไป หรืออาจเลือกน้ำสลัดที่เลือกใช้วัตถุดิบดีต่อสุขภาพ เช่น ใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันคาโนลา แทนน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งให้คุณภาพใกล้เคียงน้ำมันมะกอก ช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลไม่ให้สูงเกินไป หรือมีการดัดแปลงสูตร เช่น ลดจำนวนไข่แดงลง หรือใช้ไข่ทั้งฟองแทน สลัดน้ำข้นที่ขอแนะนำ ได้แก่

• น้ำสลัดเทาส์ซันไอร์แลนด์ ทำมาจากน้ำ น้ำมันพืช น้ำส้มสายชู มะเขือเทศบด น้ำเชื่อม มัสตาร์ด เกลือและไข่แดง ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ 56 กิโล-แคลอรี เป็นน้ำสลัดที่มีสีสันน่ารับประทาน มีรสชาติเปรี้ยวและหวาน หลายคนจึงชื่นชอบเพราะรับประทานแล้วไม่เลี่ยนจนเกินไป น้ำสลัดนี้ให้คุณค่าสารอาหารมากมาย เช่น วิตามินอี วิตามินซี โปรตีน ไอโซฟลาโวน และโอเมกา- 3 แม้ว่าน้ำสลัดนี้จะคล้ายกับน้ำสลัดครีม แต่ส่วนผสมของน้ำมันและไข่แดงจะน้อยกว่า ไม่มีส่วนผสมของมายองเนสจึงทำให้พลังงานลดลง เพิ่มประโยชน์แก่ร่างกายด้วยไฟโตเคมีคอลจากมะเขือเทศ อย่างไรก็ตามหากรับประทานปริมาณมากก็จะได้สารอาหารไม่พึงประสงค์เหมือนๆ กับสูตรน้ำสลัดครีมเช่นกัน

• น้ำสลัดครีม ทำมาจากไข่ไก่ น้ำมันพืช มายองเนส และมัสตาร์ด สลัดครีมปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 190 กิโลแคลอรี แม้ว่าจะมีไขมันมาก
แต่หลายคน ก็ยังชื่นชอบเพราะทั้งข้น หวานและมัน เนื่องจากมีส่วนผสมหลักจากไข่ไก่จึงเป็นแหล่งของโปรตีน ไบโอตินในวิตามินบี ช่วยบำรุงผิว เล็บและผมให้เงางามสุขภาพดี แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ เมื่อจะรับประทานปริมาณผักต้องเหมาะสมกับปริมาณไขมันหรือน้ำตาลในน้ำสลัดจึงจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ และเนื้อสัตว์ที่นำมารับประทานคู่กันก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยและสุขภาพของตนเองและครอบครัว เช่น เนื้อปลาทูน่าในน้ำเกลือหรือน้ำแร่ เนื้ออกไก่ลวกไม่ติดหนังและไขมัน ฯลฯ

• น้ำสลัดซีซาร์ มีส่วนผสมจากน้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำส้มสายชู ไข่ เกลือ และ น้ำเชื่อม ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ 68 กิโลแคลอรี ลักษณะน้ำสลัดจะเป็นสีขาวข้น มักรับประทานคู่กับผักกาดแก้ว ผักกาดหอมคอส เห็ดฟาง โรยด้วยเบคอนและขนมปังกรูตอง เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ชอบรับประทานผักเพียงอย่างเดียว แต่ควรระวังไม่เน้นใส่เบคอนหรือกรูตองมากไปอาจได้รับพลังงานเกินได้ สามารถ รับประทานเป็นมื้อหลัก

น้ำสลัดเพื่อสุขภาพสำหรับคนมีปัญหาด้านสุขภาพ

น้ำสลัดใส เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น คนเป็นเบาหวาน
โรคหัวใจ ความดัน-โลหิตสูง และโรคอ้วน เพราะมีส่วนผสมของเกลือและน้ำตาลที่น้อยกว่า แม้ว่าจะมีส่วนประกอบหลักเป็นไขมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำมันงา ซึ่งจัดเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน หากรับประทานในปริมาณพอเหมาะจะช่วยลด การเกิดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ สลัดน้ำใสที่ขอแนะนำ เช่น

• น้ำสลัดงาหรือญี่ปุ่น ส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ โชยุ น้ำมันงา น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำเชื่อมและเกลือ น้ำสลัดญี่ปุ่นโดดเด่นในส่วนผสมที่มีความหอม ทำให้ช่วยเจริญอาหาร น้ำมันงามีกรดไพติก ช่วยในการยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และเมื่อราดบนผักสลัดจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีน้ำมันเมล็ดองุ่นยังอุดมไปด้วยโอเมกา- 6 ช่วยในการควบคุมการแข็งตัวของเลือดและรักษาหลอดเลือดให้อยู่ในสภาวะสมบูรณ์ ผักสลัดที่นิยมรับประทานคู่กับน้ำสลัดงาหรือญี่ปุ่นได้แก่ ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ แตงกวาญี่ปุ่น วอเตอร์เครส หากเพิ่มเต้าหู้ขาว หั่นสีเหลี่ยมลูกเต๋า รับประทานคู่กับสลัดผักจะให้พลังงานและโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ได้เลย

• น้ำสลัดอิตาเลียน น้ำสลัดอิตาเลียนเดิมทีเป็นสลัดสำหรับคนสตางค์น้อย จะใช้ขนมปังเก่าแต่ยังไม่หมดคุณภาพมาอบให้กรอบผสมกับรสของน้ำสลัดเพื่อเพิ่มรสชาติ บางสูตรอาจเติมพริกไทยดำและใบโหระพาสับ เพิ่มความร้อนแรง แต่ส่วนประกอบหลักของน้ำสลัดอิตาเลียน ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว กระเทียม หัวหอม ฯลฯ น้ำสลัดอิตาเลียน 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ 60 กิโลแคลอรี จากการศึกษาการรับประทานน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 2 ช้อนชาต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ ควบคุมระดับความดันโลหิต นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยเรื่องความจำของสมอง สำหรับส่วนผสมของ น้ำมะนาวช่วยกำจัดสารพิษ ลดระดับโคเลสเตอรอล และช่วยให้เซลล์ต่างๆ แข็งแรง ส่วนกระเทียมมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย เป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นจึงช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย ลดการเกิดหลอดเลือดแดงเข็งตัวและให้ใยอาหารที่ดีแก่ร่างกาย สุดท้ายส่วนประกอบของหัวหอมในน้ำสลัดสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

• น้ำสลัดฝรั่งเศส ส่วนผสมหลัก ได้แก่ น้ำ น้ำส้มสายชู เกลือ น้ำเชื่อม และเกลือ ปริมาณน้ำสลัดฝรั่งเศส 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงานประมาณ 22 แคลอรี เป็นน้ำสลัดที่ไม่มีส่วนประกอบของไขมัน จึงเหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก กินน้ำสลัดราดบนผักกาดแก้วสดๆ กรอบๆ คู่กับอาหารประเภทสัตว์ปีกไร้มันหรือ เนื้อปลา จะช่วยให้เจริญอาหาร ไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป และถ้าอยากเพิ่มความหอมของน้ำสลัด ให้บีบน้ำมะนาวซึ่งช่วยเพิ่มวิตามินซีแก่ร่างกาย และโรยพริกไทยดำ เพิ่มความ-หอมเหมือนอาหารประเภทยำ อร่อยแบบบ้านเรานั่นเอง

• บาลเซมิค ส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ น้ำ น้ำส้มสายชูบาลเซมิค น้ำมะเขือเทศบด เกลือและน้ำมันมะกอก ปริมาณบาลเซมิค 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี น้ำสลัดชนิดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานมะเขือเทศ เพราะส่วนผสมของน้ำส้มสายชูบาลเซมิคประกอบด้วยมะเขือเทศบดที่มีไลโคปีนมาก และเมื่อผสมกับน้ำมันสลัดจะยิ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมดีขึ้น ช่วยลดอัตราการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากและโรคหัวใจ เมื่อรับประทานกับผักสลัดสามารถเพิ่มมะเขือเทศผลใหญ่หรือมะเขือเทศเชอร์รี่ จะได้รสชาติเปรี้ยวหวาน เพิ่มความอร่อยมากขึ้น


แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

ป้ายกำกับ: , ,

มาดื่มน้ำเอนไซม์ไล่กลิ่นปากกันเถอะ

ใยลมหายใจจึงเหม็น

โดยทั่วไปกลิ่นปากเกิดจากการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือกินอาหารกลิ่นแรงอย่างกระเทียม หัวหอม เครื่องเทศกลิ่นแรงๆ หรือสะตอ ซึ่งเป็นกลิ่นปากแบบชั่วคราว และมักจะหายไปได้ด้วยการแปรงฟัน

แต่สำหรับ อาการลมหายใจเหม็น หรือ กลิ่นปาก (bad breath) มักมีสาเหตุมาจากการแพร่กระจายของแบคทีเรียในช่องปาก ยิ่งภายในปากแห้งมากเท่าไร แบคทีเรียก็ยิ่งเติบโตได้ดีมากเท่านั้น นอกจากนี้ การที่ปริมาณน้ำลายในปากลดลง อาจส่งผลให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน ทั้งนี้รวมถึงอายุที่มากขึ้น การหายใจทางปาก การลดน้ำหนัก (เมื่อคุณเคี้ยวอาหารน้อยลง ร่างกายก็ผลิตน้ำลายน้อยลง) การใช้ยาบางชนิด หลังตื่นนอนใหม่ๆ (กลิ่นปากในตอนเช้า เกิดจากร่างกายผลิตน้ำลายน้อยลงมาก ขณะที่เรานอนหลับ) ตลอดจนแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามลิ้น หรือมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟันหรือฟันปลอม โดยเฉพาะเมื่อมีคราบหินปูนหรือโพรงในฟัน

นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุมาจากภาวะเรื้อรังจากโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเหงือกและฟัน ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ โรคเกี่ยวกับปอด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ ระบบขับถ่ายไม่ปกติ (ท้องผูก) เป็นต้น

กิน...ขจัดกลิ่นปาก

1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม สะตอ ผักดอง หรืออาหารย่อยยาก รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เป็นต้น
2. กินส้มทุกวัน เพราะพฤกษเคมีในผลไม้จำพวกส้ม จะช่วยรักษาสมดุลแบคทีเรียในลำไส้
3. กินอาหารที่มีเส้นใย โดยเฉพาะผักและผลไม้ทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปาก
4. กินสาหร่าย หรือน้ำคั้นจากต้นอ่อนของข้าวสาลี เพราะมีสารคลอโรฟีลที่ช่วยระงับกลิ่นปากได้
5. ดื่มน้ำคั้นจากข้าวบาเล่ย์ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสารฟอกเลือดแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดและป้องกันกลิ่นปากได้ด้วย จะกินพร้อมอาหารมื้อหลักหรือท้องว่างก็ได้ เพราะไม่มีกรด
6. ดื่มน้ำเปล่า จะช่วยให้ภายในปากมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ซึ่งสามารถดับกลิ่นปากได้

สมุนไพรไล่กลิ่นไม่พึงประสงค์

• ใบฝรั่ง สารคลอโรฟีลในใบฝรั่งช่วยระงับกลิ่นปากได้ดี เรามีมาฝากสองสูตรค่ะ

- สูตรที่ 1 นำใบฝรั่ง 2-3 ใบมาล้างให้สะอาด นำมาเคี้ยวและคายทิ้งหลังอาหาร หรือเมื่อต้องการ

- สูตรที่ 2 หั่นใบฝรั่งเป็นฝอยพอประมาณ แล้วนำไปคั่วไฟในกระทะพอเหลือง ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ใช้อมหรือบ้วนปากเป็นประจำ จะช่วยระงับกลิ่นปากได้
• กานพลู ใช้ดอกตูมแห้งของกานพลู 2-3 ดอก อมไว้ในปากแล้วคายทิ้ง หรืออาจบดเป็นผงใช้อม หรือผสมในน้ำยาบ้วนปากก็ได้
• เมล็ดผักชี ก็สามารถนำมาทำน้ำยาบ้วนปาก หรือเครื่องดื่มเพื่อกลิ่นลมหายใจหอมสดชื่นได้ง่ายๆ เช่นกัน โดยนำเมล็ดผักชีพอประมาณ ต้มในน้ำ 250 มิลลิลิตร ทิ้งให้เดือดสัก 2-3 นาที กรองเอาแต่น้ำแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ใช้ดื่มหรือบ้วนปาก
• เคี้ยวหรืออมเมล็ดกระวาน ซึ่งจะช่วยสร้างกลิ่นหอม และมีคุณสมบัติในการระงับแบคทีเรียในช่องปาก
• เคี้ยวใบพาร์สลี หรือ สมุนไพรที่มีคลอโรฟีลเข้มข้นชนิดอื่น เช่น ใบโหระพา สะระแหน่
• ดื่มชาเป็ปเปอร์มินต์ ชาสเปียร์มิ้นต์ หรือ ชามะกรูด ก็ช่วยได้เช่นกัน
• น้ำมะนาว ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมน้ำมะนาว 1 ซีกทุกเช้าหลังตื่นนอน

ลดกลิ่นปากด้วยน้ำมันหอมระเหย

หยดน้ำมันเป็ปเปอร์มินต์ 1-2 หยดลงบนลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง ถ้าใช้มากกว่านี้ อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร นอกจากจะมีรสชาติดี และมีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียในปากด้วย

เอนไซม์ระงับกลิ่นปาก

นำแครอท เซเลอรี พาร์สลี ผักขม พืชน้ำ หรือแตงกวา ชนิดใดชนิดหนึ่งมาคั้นน้ำดื่ม จะสามารถช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นปากได้อีกวิธีหนึ่งค่ะ (ใช้ปริมาณที่พอเหมาะ คือวันละแก้วเล็ก โดยเลือกวันละอย่าง)

วิธีสังเกตอาการมีกลิ่นปากด้วยตัวเอง

1. คนที่มีกลิ่นปากมักไม่รู้สึกหรือไม่ได้กลิ่นปากตัวเอง ดังนั้นต้องสังเกตจากคนรอบข้าง เช่น อาการผงะถอย เวลาที่คุณพูดด้วย หรืออาจจะถามจากคนที่คุณไว้ใจก็ได้
2. ถ้ามีเลือดออกตามไรฟัน เป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ ที่บางครั้งอาจก่อให้เกิดกลิ่นปากได้
3. รสชาติฝาดเฝื่อนในปาก อาจเป็นสัญญาณว่า ลมหายใจที่ออกจากปากอาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์





นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 169


แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

ป้ายกำกับ: ,

สารอาหารเพื่อผิวสวย

ช่วงนี้วิทยาการด้าน Anti-aging medicine กำลังมาแรงทั้งในประเทศอเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมถึงประเทศไทยเราด้วย ผมคาดว่าในต้นปีหน้าเมืองไทยเราจะมีการเปิดบริการด้านนี้มากขึ้น

ในเรื่องเกี่ยวกับ Anti-aging นั้นผมในฐานะแพทย์ผิวหนังกับความสนใจอยู่มาก เพราะคนไข้มักมาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง Anti-aging skin ผมคิดว่าคุณผู้อ่านคงพอทราบเกี่ยวกับ เรื่องการรักษาเรื่องนี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น Botox หรือ Laser ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่วันนี้ผมจะพูดถึงสารอาหารเพื่อผิวสวย ซึ่งจะทำให้เราได้ประโยชน์ทั้งจากภายในและภายนอกด้วย

ผมได้อ่านเรื่อง Anti-aging, skin-friendly nutrients ซึ่งเขียนโดยคุณหมอ David J Goldberg อาจารย์แพทย์ด้านผิวหนังที่ Mt. Sinai School of Medicine และอาจารย์ด้านกฎหมายที่ Fordham University School of Law ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ จึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

วิตามินเอ

วิตามินเอ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ เรตินอยด์ (retinoids) และแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ตัวเรตินอยด์นั้นมีอยู่ในอาหารและร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ ส่วนแคโรทีนอยด์ นั้นร่างกายจะต้องเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของวิตามินเอเสียก่อน แคโรทีนอยด์ที่เรารู้จักกันดีคือ เบตาแคโรทีน (beta-carotene)

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : วิตามินเอเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการป้องกันการเสื่อมอายุ ของผิวหนัง การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียไป นอกจากนี้วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อขบวน การเติบโตของผิวหนัง ( differentiation) และเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ผิวหนังมีการทำงานอย่างปกติ
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : เนื่องจากวิตามินเอเป็นสารต้านอนุมุลอิสระก็จะช่วยในเรื่องของการป้องกันมะเร็งและทำให้มีสุขภาพตาที่ดีด้วย
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณ 5,000 international units (IU) หรือเบตาแคโรทีน ประมาณ 3 มิลลิกรัม การได้รับวิตามินเอปริมาณมากไปอาจจะทำลายตับและเกิดเป็นพิษได้
• แหล่งอาหาร :
วิตามินเอ : ไข่ นม เนย ปลาแซลมอน ปลา halibut
แคโรทีนอยด์ : ผักใบเขียว เช่น บร็อคโคลี ผักโขม แอสพารากัส มะละกอ แคนตาลูป มะเขือเทศฟักทอง


วิตามินบี-คอมเพล็กซ์

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : วิตามินในกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวหนังเป็นอย่างมาก เป็นตัวช่วยในขบวนการผลิตพลังงานภายในเซลล์ วิตามินบี 2 จะช่วยในเรื่องการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามินบี 3 ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและทำให้ผิวหนังไม่ซีด วิตามินบี 12 ช่วยในการแบ่งเซลล์ วิตามินบี 9 (หรือกรดโฟลิค) ช่วยในเรื่องการแบ่งและเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากนี้กรดโฟลิคยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : กลุ่มวิตามินบีมีความสำคัญมากในขบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ และช่วยทำให้เอนไซม์ต่างๆ ทำงานตามปกติ วิตามินบีช่วยในการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลกลูโคส ใช้เป็นพลังงาน การขาดวิตามินตัวนี้จะมีผลต่อระดับความรู้สึก หัวใจ การหายใจ วิตามินบี 6 ช่วยลดการอักเสบ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว การสร้างอินซูลิน สร้างภูมิต้านทานโรค และช่วยเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ส่วนวิตามินบี 12 ช่วยเกี่ยวกับเรื่องของระบบสมองและประสาท
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน :
บี 1 = 1.1-1.2 มิลลิกรัม
บี 2 = 1.1-1.3 มิลลิกรัม
บี 3 = 14-16 มิลลิกรัม
บี 6 = 2 มิลลิกรัม
บี 9 ( กรดโฟลิค) = 180-200 ไมโครกรัม (400 ไมโครกรัม สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์)
บี 12 = 2 ไมโครกรัม
ในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี การดูดซึมวิตามินบีหลายตัวจะลดลงโดยเฉพาะวิตามินบี 6 และบี 12

• แหล่งอาหาร :
ผัก : บร็อคโคลี มันฝรั่ง เห็ด แครอท มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักโขม
ผลไม้ : กล้วย แอปเปิล มะเขือ ผลไม้ในกลุ่มส้ม
สัตว์ : ไข่ ไก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
อื่นๆ : ข้าว เมล็ดธัญพืช ถั่ว ถั่วลิสง ถั่ววอลนัท ถั่วอัลมอนด์


วิตามินซี

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : วิตามินซีเป็นตัวสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมทั้งผิวหนังของเรา นอกจากนี้ยังเป็นตัวสำคัญในการสร้างคอลลาเจนด้วย
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากตัวหนึ่ง และยังสามารถลดไขมันที่ไม่ดีในเลือด (LDL) และเพิ่มไขมันที่ดี (HDL) ด้วย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย และโรคเกี่ยวกับระบบตาด้วย
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณวันละ 60 มิลลิกรัม แต่ส่วนมากนักวิทยาศาสตร์ทางด้านอาหารจะแนะนำประมาณ 500-1000 มิลลิกรัม ต่อวันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ Anti-aging ด้วย
• แหล่งอาหาร :
ผัก : ผักใบเขียว บร็อคโคลี กะหล่ำปลี มะเขือเทศ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง (แอสพารากัส)
ผลไม้ : ผลไม้แทบทุกชนิดมีวิตามินซี โดยเฉพาะในกลุ่มของส้ม มะละกอ ฝรั่ง แตงโม แตงเทศ


วิตามินอี

วิตามินอี มีอยู่ 2 กลุ่มคือ โทโคฟีรอล (tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (tocotrienols) ซึ่งตัวหลังนี้เป็นตัวใหม่ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบเมื่อไม่นานนี้และเชื่อกันว่าสามารถช่วยเรื่องการชะลอความแก่ชราได้ด้วย

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : วิตามินอี เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เพราะมีส่วนช่วยลดไขมัน ป้องกันการเกิดการแข็งตัวของเลือด ป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจ
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณ 40 IU แต่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มักแนะนำประมาณ 200-400 IU ซึ่งปริมาณขนาดนี้ไม่สามารถรับประทานได้จากอาหารทั่วไปจำเป็นต้องใช้ในรูปอาหารเสริม
• แหล่งอาหาร :
ผัก : ผักใบเขียว บรอคโคลี มันฝรั่ง
ผลไม้ : มะม่วง
อื่นๆ : จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช ถั่วอัลมอนด์ ถั่วเหลีอง น้ำมันพืช ปลาแซลมอนน้ำมันปลา


แร่ธาตุพวกทองแดง สังกะสี และซีลีเนียม

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : แร่ธาตุเหล่านี้จะทำงานกับวิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระเพื่อที่จะทำให้ การกำจัดอนุมูลอิสระทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ทองแดงยังช่วยในการสร้างคอลลาเจน สังกะสีช่วยในการซ่อมแซมคอลลาเจนที่สึกหรอ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ และช่วยรักษาสิวด้วย
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : การที่แร่ธาตุเหล่านี้ทำให้วิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระทำงานดีขึ้นก็จะช่วยในการ ชะลอความแก่ชราและป้องกันโรคเรื้อรังบางชนิดด้วย นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของเอนไซม์และฮอร์โมนหลายชนิด
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ทองแดง = 2 มิลลิกรัม , สังกะสี = 15 มิลลิกรัม , ซีลีเนียม = 70 ไมโครกรัม , ถ้าร่างกายได้รับแร่ธาตุเหล่านี้ในปริมาณมากเกินไปอาจเกิดพิษได้
• แหล่งอาหาร :
ผัก : บร็อคโคลี เห็ด
สัตว์ : เนื้อไก่ ปลา ไข่
อื่นๆ : โยเกิร์ต นม จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช เต้าหู้ ถั่ว


Q 10

Q 10 นี้ถือว่าเป็น co-enzyme ที่สำคัญตัวหนึ่งในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำหรับขบวนการเสื่อม ของเซลล์ในร่างกายของคนเรา การที่มีระดับ Q10 ต่ำจะพบร่วมกับโรคที่เกี่ยวกับความชรา โดยปกติแล้วร่างกายเราสามารถสร้าง Q10 ได้เอง แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือเวลามีความเครียด ร่างกายก็จะสร้าง Q10 ได้น้อยลง

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสี UV
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : ช่วยสร้างอนุมูลอิสระที่เกิดภายในร่างกาย และเสริมสร้างขบวนการสร้างพลังงานระดับเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันหัวใจและป้องกันการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารจะแนะนำให้รับประทาน 30-60 มิลลิกรัมต่อวัน
• แหล่งอาหาร : ถั่วลิสง น้ำมันถั่วเหลือง ปลาแซลมอน ไข่ เนื้อวัว ตับไต หัวใจ จมูกข้าวสาลี

กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha lipoic acid)

สารตัวนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้

• ประโยชน์ต่อผิวหนัง : นอกจากจะช่วยในแง่ของการต้านอนุมูลอิสระแล้ว สารนี้ยังช่วยในการสร้าง และซ่อมแซมคอลลาเจนของผิวหนังด้วย
• ประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ : ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ทำให้การทำงานของวิตามินซี และอี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจมีส่วนเกี่ยวกับเรื่องของระบบประสาท
• ความต้องการของร่างกายต่อวัน : ประมาณ 50-100 มิลลิกรัม ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาเรื่องระบบเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะรับประทานสารตัวนี้

จะเห็นได้ว่าวันนี้ผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังในรูปแบบรับประทาน คราวนี้ทางแพทย์ผิวหนังก็พยายามนำสารเหล่านี้มาทำในรูปของครีมต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อผิวหนังโดยตรง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความคงตัวของสาร ความสามารถของสารในการซึมผ่านผิวหนัง และประสิทธิภาพของสารเหล่านั้น ปัจจุบันเท่าที่ได้ผลดี คือ วิตามินเอ ส่วนสารอื่นๆ อาจใช้ได้ผลไม่มาก แต่ในอนาคตผมว่าเราคงเห็นสารต่างๆ ในรูปแบบของครีมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอาศัยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องของนาโนเทคโนโลยีต่างๆ กันครับ


แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

ป้ายกำกับ: , ,

สวยด้วยธรรมชาติ

คืนผิวสู่ธรรมชาติ ด้วยการบำรุงผิวพรรณ ความงามต่างๆ และสุขภาพที่ดีจากผักและผลไม้นานาชนิดใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง ซึ่งก็คือการดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเงินกับผลิตภัณฑ์ราคารแพง และได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากัน แถมไม่มีสารตกค้างอีกด้วย....

1. กลีบกุหลาบ

โทนเนอร์ที่วางขายทั่วไปอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และแพ้ได้ง่าย ฉะนั้นหากอยากได้โทนเนอร์สูตรธรรมชาติ ก็ต้องอาศัยการทำที่เน้นมาจากธรรมชาติเช่นกัน โดยการนำดอกกุหลาบ 1 ดอก มาเด็ดกลีบออกทั้งหมด ล้างน้ำให้สะอาดแล้วพักไว้ หลังจากนั้นนำนมสดเคี่ยวบนกระทะจนเดือดแล้วจึงค่อยๆ ราดกลีบกุหลาบลงไป ปิดไฟและทิ้งไว้จนเย็น และกรองส่วนผสมใส่ในขวดแก้วสะอาด เท่านี้ก็จะได้โทนเนอร์สูตรอ่อน บางเบา ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนผิวแห้ง

2. สับปะรด

คนผิวมันที่เจอปัญหาเป็นสิวง่าย อีกทั้งความมันสร้างความไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา แก้ปัญหาด้วยสับปะรด โดยหั่นออกประมาณ 1 ส่วน 4 ของลูก ต่อมาจึงปอกตาออกให้หมด เพราะอาจทำให้คันได้ และสับให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ หลังล้างหน้าให้สะอาดแล้ว เช็ดให้แห้ง นำสำลีแผ่นชุบน้ำสับปะรดว่างไว้ทั่วใบหน้าเว้นรอบปาก และดวงตา ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวขาวใสไร้ความมัน

3. มะนาว

ผลไม้ชนิดนี้มีคุณประโยชน์มากมาย เช่น หากสีผมของคุณไม่สม่ำเสมอแก้ไขได้โดยใช้น้ำมะนาวเข้มข้นชโลมผมเอาไว้ หลังจากนั้นให้ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้โดนแสงแดดหรือลมบ้าง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก็จะทำให้เส้นผมดูดีและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นอกจากนี้เรายังสามารถใช้มะนาวในการช่วยลดการหยาบกร้าน ดำ และแห้งของหัวเข่าและข้อศอก ด้วยการหั่นมะนาวออกเป็นครึ่งลูก หลังจากนั้นบีบน้ำออกให้หมด จึงเหลือแต่เปลือก และส่วนเนื้อด้านในนำมาถูลักษณะขึ้น-ลง ก็จะทำให้หัวเข่า และข้อศอกของคุณขาวเรียบเนียน

4. มะละกอ

ขั้นตอนคือนำมะละกอมาบดให้มีน้ำออกมา หลังจากนั้นจึงค่อยๆ พอกไว้ที่บริเวณใบหน้า ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการช่วยผลัดเซลล์ผิวเดิมให้หลุดออกมาอย่างแผ่วเบา และปลอดภัย อีกทั้งยังกระตุ้นให้สร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ดีกว่าเดิม

5. ว่านหางจระเข้

พืชสารพัดประโยชน์ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว เคลือบผิวเพื่อรักษาสมดุลของน้ำ และไขมันใต้ผิวหนัง รักษาผิวอักเสบ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพผิวไม่ให้แห้งหรือมันมากเกินไป และรักษาสิว ฝ้า โดยการตัดว่านหางจระเข้แล้วแช่น้ำไว้สักครู่ ให้ยางเหลืองไหลออกมา ปอกเปลือกแล้วล้างยางออกให้หมด นำแต่วุ้นสีขาวด้านในมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ ทาบนผิวเป็นประจำ ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หรือบดให้ละเอียดคั้นจนได้น้ำวุ้นชโลมผิว หากใครต้องการแก้สิวฝ้าใบหน้าด่างดำ ให้นำวุ้นแปะให้ทั่วใบหน้าพอกไว้จนแห้งประมาณ 30 นาที เป็นอย่างน้อย แล้วค่อยล้างออก

6. ชาเขียว

หากนำชาเขียวมาใช้บ้วนปากหลังอาหารทุกครั้ง จะเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีให้กับฟัน เพราะช่วยป้องกันฟันผุได้เป็นอย่างดี หรือเมื่อนำถุงที่ชงชาเรียบร้อยแล้ว มาวางลงบนเปลือกตาจะสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลาย และช่วยชะลอความเหี่ยวย่นได้ผลเกินคาด

7. เกลือ และเกลือทะเล

เกลือมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยเรื่องของการฆ่าเชื้อในช่องปาก ซึ่งสามารถใช้กลั้วคอเพื่อรักษาอาการมีแผลในช่องปากและฟัน รวมถึงอาการเจ็บคอที่เกิดขึ้น นอกจากนี้เกล็ดเกลือทะเลยังนำมาใช้ขัดบริเวณส้นเท้าที่แตกระแหงได้เป็นอย่างดี

8. อโวคาโด

บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นด้วยอโวคาโดที่มีวิตามินเอ,วิตามินดี และวิตามินอี ที่อุดมไปด้วยโปรตีน เมื่อนำมาฝานเป็นชิ้นบางๆ และลูบไล้กับผิว ให้ผิวชุ่มชื้น คืนความสมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. แตงกวา

เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวชั้นในโดยนำแตงกวามาขูดออก แล้วทาบริเวณที่เพิ่งโกนขนออกไป เช่น แขน ขา หรือหน้าแข้ง เพื่อช่วยลดความระคายเคืองได้ดีสำหรับวิธีสุดยอดของแตงกวาอีกอย่าง คือ นำมาวางไว้ทั่วใบหน้า และเปลือกตาคล้ายกับเป็นมาสก์พอกหน้า ให้ความขุ่มชื้น และความเย็นสดชื่น

10. ขนมปัง

ขนมปังที่ไม่ทานแล้วให้เก็บเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งทิ้งเพราะหากบิดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาขัดฟันเบาๆ ครบทุกซี่ จะทำให้คุณยิ้มได้อย่างมั่นใจด้วยฟันที่ขาวและแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

11. ซอสมะเขือเทศ

แก้ปัญหากลิ่นเท้าไม่พึงประสงค์ด้วยการบีบซอสมะเขือเทศสัก 2-3 หยดที่เท้า จากนั้นจึงค่อยๆ ถูไปมาประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด และกลิ่นต่างๆ ก็จะหมดไปอย่างง่ายดาย


แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 89 พฤศจิกายน 2550

ป้ายกำกับ: , ,

ควรรับประทาน....แคลเซียมเสริมหรือไม่ ?

เมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงประสิทธิภาพของการรับประทานอาหารเสริมชนิดหนึ่ง คือ แคลเซียม ว่าให้ประโยชน์ตามที่เรามีความเชื่อกันหรือไม่ ? โดยติดตามคนกลุ่มนี้นานถึง 7 ปี ในผู้หญิงจำนวนถึง 36,000 ราย ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับแคลเซียม เสริม และอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก (placebo) หากดูถึงชาวอเมริกันเองซึ่งมีข้อมูลที่มาก และน่าเชื่อถือ พบว่าประชากรจำนวนถึง 10 ล้านคนที่มีปัญหาของโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) โดย 80% เป็นผู้หญิง ยังไม่หมดแค่นั้น มีประชากรอีก 34 ล้านคนมีปัญหาเรื่องของกระดูกบาง (osteopenia) เป็นภาวะที่มีความหนาแน่นของกระดูกลดลงกว่าปกติ ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของปัญหากระดูกพรุนในที่สุด คนอเมริกันเองมีการซื้อหาแคลเซียมมารับประทานสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2004 มากกว่าอาหารเสริมทุกชนิดที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา

การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีได้รับการแนะนำมาเป็นเวลานานจากทางการแพทย์ นักวิจัยพบว่าขณะที่หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ประโยชน์จากการรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีทุกวัน ประโยชน์ที่ได้โดยเฉพาะอุบัติการณ์ การเกิดกระดูกหักไม่ได้มากเท่ากับที่เราคาดหวังเอาไว้

จากการศึกษาไม่ได้แสดงให้เห็นประโยชน์ที่ได้อย่างชัดเจนจากการรับประทานแคลเซียมเป็นอาหารเสริม ทำให้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ถึงกับจั่วหัวเรื่องในฉบับหนึ่งว่า “Big Study Finds No Clear Benefit of Calcium Pills” ถอดความได้ว่า “ การศึกษาโครงการใหญ่ ไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนจากการรับประทานแคลเซียมเสริม ”

อย่างไรก็ตามจากงานวิจัยนี้ยังมีข้อดีของการรับประทานแคลเซียมในบางแง่มุม เช่น ผู้หญิงที่รับประทานแคลเซียมตามที่กำหนดอย่างน้อยที่สุด 80% จะสามารถลดการหักของกระดูกสะโพกลงได้ 29% ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 60 ปี ที่ได้รับแคลเซียม (รวมทั้งคนที่ได้รับแคลเซียมไม่ครบถ้วนตามที่กำหนด) มีการหักของกระดูกสะโพกลดลง 21% และในทั้งกลุ่มที่ทำการศึกษา พบมีความหนาแน่นของกระดูก (bone density) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเพียงเล็กน้อย (1%)

จุดอ่อนของการศึกษานี้ คือ เนื่องจากทำการศึกษายาวนานถึง 7 ปี ทำให้การรับประทานแคลเซียมเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอในกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวนหนึ่ง บางคนก็ลืมเลือนไม่ให้ความสนใจ เมื่อครบ 7 ปีพบว่ามีเพียง 76% เท่านั้นที่ยังรับประทานอยู่บ้าง และพบว่ามีเพียง 59% ที่ยังรับประทานแคลเซียมมากกว่า 80% ของที่กำหนด ผู้หญิงที่แม้ว่าจะไม่ได้รับแคลเซียมตามกำหนดยังคงอยู่ในการ-ประเมินผลโดยภาพรวม ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการได้รับประทานแคลเซียม ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ส่งผลทำให้การศึกษาในภาพรวมมีผลดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในกลุ่มที่ได้รับยาแคลเซียม ทำให้มีหลายคนให้ความเห็นว่าการให้แคลเซียมในการศึกษานี้ไม่ค่อยได้ผลประโยชน์ชัดเจนเท่าไร น่าจะเป็นเพราะคนที่เข้าร่วมวิจัยไม่ได้ รับประทานแคลเซียมอย่างเพียงพอ

ผู้หญิงทั้ง 2 กลุ่ม (กลุ่มที่ได้รับแคลเซียมและกลุ่มที่ได้รับ ยาหลอก) สามารถได้รับแคลเซียมเสริมของตัวเองได้ ทั้งจากการรับ-ประทานเสริมและจากอาหาร ทำให้กลุ่มที่ได้รับยาหลอก ได้รับปริมาณแคลเซียมสูงถึง 1,150 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่แคลเซียมที่ให้ในการทดลองนี้คือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และนอกจากนี้บางคนจากทั้ง 2 กลุ่มยังได้รับการจ่ายยารักษากระดูกพรุน ทำให้ชะลอความเสื่อมของกระดูกลงได้ ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ลดความแตกต่างของกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก

ข้อพึงตระหนักสำหรับการรับประทานแคลเซียมเสริม คือ ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในไตสูงขึ้น 17% เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีอะไรดีเลิศไม่มีที่ติ ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ขอให้เลือกใช้อย่างเหมาะสมก็จะเกิดประโยชน์ได้ครับ อาจเกิดคำถามว่าแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไรดี ? คำแนะนำก็คือ ยังควรจะรับประทานแคลเซียม-เสริม จาก WHI (Women's Health Initiative) ได้แนะให้รับประทานแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 400-800 IU (เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม) เป็นการป้องกันกระดูกผุและกระดูกหัก แต่อย่างไรก็ตามต้องรู้ว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อกระดูกพรุนก็ยังมีอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น การที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน เป็นชาวเอเชีย มีโครงร่างกระดูกเล็ก (น้ำหนักน้อยกว่า 127 ปอนด์) มีประวัติโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) หรือกระดูกคด (scoliosis) ในครอบครัว หรือมีประวัติเคยกระดูกหักมาก่อน

การเสริมแคลเซียมไม่เพียงพอแต่ต้องมีการเพิ่มการออกกำลังกาย โดยให้กระดูกได้รับน้ำหนักหรือแรงกระแทกจะทำให้การป้องกันกระดูกผุมี ประสิทธิภาพมากขึ้น การออกกำลังกายเพียงการเดินหรือการว่ายน้ำจะไม่ค่อยช่วยเรื่องกระดูกมากนัก แต่ถ้าเดินโดยยกน้ำหนักไปด้วยจะเป็นการช่วยที่ดีกว่า

นอกจากนั้นยังควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น โยเกิร์ต (ไขมันต่ำ) 1 ถ้วยมีปริมาณแคลเซียม 415 มิลลิกรัม ปลาซาร์ดีน 3 ออนซ์ มี 324 มิลลิกรัม นมพร่องมันเนย 1 ถ้วย มี 302 มิลลิกรัม ผักขม 1 ถ้วยมี 240 กรัม ปลาแซลมอน 3 ออนด์ มี 181 มิลลิกรัม เต้าหู้ 4 ออนซ์ มี 138 มิลลิกรัม ถั่วอัลมอนด์ 1 ออนซ์ มี 71 กรัม ผักบร็อคโคลี 1 ถ้วย มี 42 กรัม เป็นต้น

ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อในภาพรวมด้วย เช่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้นก็จะเริ่มมีการสูญเสียและมีความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งเซลล์ของกระดูกด้วย วิถีการใช้ชีวิตก็ย่อมต้องมีผลสัมพันธ์กันแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย ล้วนมีผลต่อการทำลายเซลล์กระดูกให้เร็วขึ้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เกลือ และไขมัน ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียม ไปกับปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเกิดนิ่วในไตด้วยเช่นกัน ในขณะที่อาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ เนย ชีส ไอศกรีม ทำให้ระดับโคเลสเตรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งระดับโคเลสเตอรอลที่สูงจะกระตุ้นการสลายตัวของกระดูกได้

หลายคนอาจอยากทราบว่า แล้วกาแฟมีผลต่อภาวะแคลเซียมในร่างกายหรือไม่ ? มีน่ะมีแน่ครับ แต่มากแค่ไหนลองฟังดู กาแฟมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม แต่ในปริมาณที่ไม่มากนัก หากจะคิดออกมาให้เห็นภาพก็คือ กาแฟ 1 ถ้วยจะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมไปประมาณ 2-3 มิลลิกรัม ซึ่งสามารถจะทดแทนได้ด้วยการดื่มนมเพียง 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น บรรดาคอกาแฟคงจะสบายใจ ขึ้นนะครับ

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแคลเซียม

• ส่วนใหญ่ของแคลเซียมในร่างกายมนุษย์อยู่ในกระดูกและฟัน (ร้อยละ 99)
• วิตามินดี จะเป็นตัวสำคัญในการรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด เนื่องจากเป็นตัวสำคัญในการช่วยการดูดซึม
• ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี ในขณะที่ผู้ชายอายุ 20 ปี โดยที่ทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี
• หลังจากหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด
• ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม คำแนะนำคือต้อง รับประทานเสริมวันละ 1,300-1,500 มิลลิกรัม


แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

ป้ายกำกับ: , ,

อาหารกำหนดชะตา

อาหารนี่แหละเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต หลักการง่ายๆ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ รับประทานผักผลไม้ให้มากๆ หลายคนต่างรู้ดี แต่กลับบริโภคตามใจปาก ถ้าไม่ป่วยก็ไม่รู้ซึ้ง ดังนั้น มารู้จักการบริโภคอาหาร เพื่อป้องกันการเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ากินน้อยจะตายยาก กินมากจะตายง่าย คุณจะเลือกแบบไหน

ชีวิตของคุณ ถูกกำหนดโดยอาหารที่คุณกิน ถังขยะหน้าบ้านบอกได้ว่า คุณทิ้งอะไรลงไป กินอะไรเข้าไป ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไรต่อไป เราเอง คนที่ประสบปัญหาการรับประทานอาหารดีเกินไป แพงเกินไป มากเกินไป สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ ก็คือ น้ำหนักตัวที่เกินมา โรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ต้องการ ทุกอย่างน่าจะแก้ไขได้ทัน หากวันนี้ เราหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะอาหารนั้น สามารถกำหนดชะตาชีวิตของเราได้ อย่างน้อย ถ้าอยากมีสุขภาพกาย-ใจ ดี ผิวพรรณผ่องใสจากข้างใน เลือดลมเดินดี ไม่มีโรค โดยไม่ต้องอาศัยครีมหน้าเด้ง หรือยาลดความอ้วน หรือทำมาหาเลี้ยงหมอทุกเดือน ขั้นแรกต้องเป็นหมอดูแลเรื่อง อาหารการกินของตัวเราเองก่อน

1. ลองเช็คตัวเองซิว่า ตอนนี้สุขภาพเป็นอย่างไร

ถ้าเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า เราลุกจากเตียงเหมือนติดสปริงหรือเปล่า? ลุกขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นมีชีวิีตชีวาหรือไม่ ถ้าเสียงนาฬิกาปลุกดัง เรายังไม่ลืมตา เอามือไปกดแล้วนอนต่อ เพราะลุกไม่ไหว จนนาฬิกาปลุกตัวที่สองดังขึ้น นั่นเป็นสัญญาณแล้วว่า ต้องกลับมาดูแลตัวเอง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตเสียใหม่ เริ่มต้นจากการกิน

จำไว้ว่า ถ้าเรากินน้อย จะตายยาก กินมากตายง่าย และอาหารที่เรากินทุกวันนี้ อาหารที่เสียหรือบูดเน่าง่าย กินแล้วตายยาก อาหารที่บูดเน่ายากๆ ใส่สารกันบูด กินแล้วตายง่าย

คนจีนโบราณเขาบอกว่า ตอนเช้าให้กินอย่างราชา กลางวันกินอย่างคนธรรมดา ตอนเย็นให้กินอย่างยาจก เพราะใกล้จะนอนแล้ว เป็นหลักดำรงชีวิตเพื่อสุขภาพ แต่คนเราใสปัจจุบันปฏิบัติกลับกัน ตอนเช้าไม่กินเลย กาแฟถ้วยเดียวแล้วรีบออกจากบ้าน พักกลางวัน 1 ชั่วโมงต้งรีบกิน มื้อเย็นไว้นัดเพื่อนฝูง กินมื้อใหญ่ เพราะเก็บกดมาทั้งวัน แล้วกลับบ้านไปนอนอืด ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงมีสถาบันเสริมความงามลดน้ำหนัก ฟิตเนส ฯลฯ เกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด

2. เริ่มต้นจากการทำใจ

ไม่จำเป็นต้องไปถือศีลกินเจ เคร่งจนวันหนึ่งตบะแตก เพียงแค่เริ่มต้นจากการค่อยๆ ลดสัตว์ใหญ่ ที่เราโปรดปราณ เช่น เนื้อวัว-ควาย ถ้าทำได้แล้ว ก็ลดเนื้อไก่-เป็ด ลดเนื้อปลาลงไปตามลำดับ หากทำใจไม่ได้ ก็อนุญาตให้หม่ำปลาต่อไป ตามด้วยผักผลไม้มากๆ เริ่มจากกินสัตว์ที่ตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ ขอให้คิดว่า กินหมูดีกว่ากินวัว กินไก่ดีกว่ากินหมู กินปลาดีกว่ากินไก่ ทำได้ดังนี้ สุขภาพเรา ก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ

3. คลอโรฟิลล์ในร่างกายมนุษย์

ผักผลไม้สังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ สีเขียวคือคลอโรฟิลล์ มนุษย์เองก็มีคลอโรฟิลล์ หากร่างกายสมบูรณ์สะอาดจากข้างใน หากมีสิ่งแปลกปลอม สารพิษต่างๆ ในร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และขับออกมาโดยอัตโนมัติ ไม่มีการเก็บสะสม

แล้วทำอย่างไรให้ร่างกายของเรามีคลอโรฟิลล์

ถ้าเราไม่กินสีเขียวๆ ของพืชผักผลไม้เลย ชีวิตคุณสั้นแน่ เพราะในนั้นมีคลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติในการฟอกเลือด สังเกตเลือดของคนที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ สีของเลือดจะสวย ใส ไม้ข้น เหมือนคนที่กินเนื้อสัตว์ เพราะเลือดมีสภาวะเป็นด่าง พืชผักผลไม้มีสารอาหาร ที่มีสภาวะเป็นด่าง แต่เนื้อสัตว์กับเลือดของสัตว์เป็นกรด ถ้ากินมาก เลือดเราจะไม่สมบูรณ์ หากเลือดข้นก็จะวิ่งตามเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่สะดวก เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ ได้

การวัดค่าของเลือด เรียกว่า คาโลทีนอย ว่าสูงสุด 20,000 - 49,000 มาตรฐานคนทั่วไปอยู่ที่ 20,000 - 40,000 คาโลทีนอยมาก มะเร็งจะไม่มีวันถามหา เพราะมีสารอาหารที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระ การที่เรากินผักและผลไม้มากเท่าไหร่ เราก็จะมีคาโลทีนอยมากขึ้นเท่านั้น ผักผลไม้จะมีสีสันต่างๆ มากมาย อย่างสีส้มในแครอท สีส้มในมะละกอ สีเหลืองในมะม่วงสุก พวกนี้จะมีเบต้าแคโรทีน สารสีเหล่านี้จะมีแอนตี้ออกซิแดนซ์ ถั่ว 5 สี จะทำให้อวัยวะหลักในร่างกาย เขาเรียกว่าเบญจธาตุมีความสมบูรณ์มากขึ้น ชีวิตจริง เราอาจจะกินถั่วไม่ครบ 5 สี แต่เรากินพืช ผัก ผลไม้ ครบ 5 สี แทนก็ได้เหมือนกัน

ถ้าจะเปรียบร่างกายเป็นประเทศชาติ ควรรับประทานข้าวกล้อง เพราะข้าวกล้องเป็น ราชาแห่งข้าว มีจมูกข้าวอุดมไปด้วยวิตามิน กล้วยน้ำว้า เป็นราชินี มีความหวานเป็นแป้งบริสุทธิ์ งาดำ-งาขาว เป็นขุนพล และดื่ม น้ำเต้าหู้ อย่างน้อยวันละแก้ว เพื่อล้างพิษต่างๆ ในร่างกาย ดื่มน้ำบริสุทธิ์มากๆ ตั้งแต่ตื่นนอน

4. ผัก 5 ชนิด ถั่ว 5 สี

ถั่ว 5 สี ช่วยบำรุงร่างกาย เช่น ถั่วแดง บำรุงหัวใจ รวมทั้งแตงโม, บีทรูต ฯลฯ จะช่วยบำรุงเลือด การไหลเ่ีวียนของโลหิต ถั่วดำ รวมไปถึง งาดำ ฯลฯ จะบำรุงเส้นผม ผิวหนัง ชุ่มชื้น มันวาว ผมดกดำมัน ผมร่วง เชื้อราบนหนังศีรษะ รากผมแข็งแรง ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ถั่วซีด หรือ ถั่วขาว เช่น ถั่วลิสง, ลูกเดือย, แมกคาเดเมีย บำรุงกระดูก ให้แคลเซียม บำรุงกระดูกข้อมือ บำรุงฟัน ถั่วเหลือง ให้โปรตีน ถั่วเขียว บำรุงอวัยวะภายในร่างกาย

ถั่ว 5 สีนี้ รวมทั้งผัก 5 สี ควรจะรับประทานให้ครบถ้วน มนุษย์รับประทานครบ ก็จะมีคลอโรฟิลล์อยู่ในร่างกาย และนมถั่วเหลือง มีประโยชน์ต่อร่างกาย นักวิทยาศาสตร์จีนเปิดเผยว่า ดื่มน้ำเต้าหู้สดๆ ที่ทำใหม่ๆ วันละ 1 แก้ว สามารถช่วยฟอกพิษในร่างกายได้ แต่ต้องไม่ใช่น้ำเต้าหู้พาสเจอร์ไรซ์ที่ใส่สารกันบูด ที่มีขายเป็นกล่องๆ โดยทั่วไป

อยากอายุยืน ผิวพรรณสดใส อ่อนวัยไปนานๆ คงต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทาน และสิ่งสำคัญคือ การออกกำลังกาย ตามแบบที่เราถนัด ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเหยาะๆ เล่นโยคะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การทำงานบ้านเพื่อให้เหงื่อออก โลหิตไหลเวียนสะดวก เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย แค่นี้ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ที่ไม่จำเป็นในชีวิตอีกหลายอย่าง


แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ - วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2548

ป้ายกำกับ: , ,

การเลือกอาหารอย่างชาญฉลาด

ถาม : หลักโภชนาการที่ถูกต้อง หมายถึงอะไร
ตอบ : เรื่องของการรับประทานอาหาร ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ก็คงจะเหมือนกับที่เราคุยกัน ในสมัยก่อนว่า ควรรับประทานอาหาร ให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ในปัจจุบันนี้ อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติม อาทิ สัดส่วนของอาหาร อาหาร 5 หมู่ ไม่ได้หมายถึง การรับประทานอาหาร แต่ละหมู่เท่าๆ กันหมด แต่กลุ่มที่เป็นอาหารหลัก คือ กลุ่มข้าวที่เป็นธัญญพืช ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ ส่วนปริมาณที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือ ผักและผลไม้ ซึ่งจะได้ประโยชน์ ทั้งใยอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ส่วนปริมาณที่จะต้องจำกัด รับประทานอาหาร ในปริมาณที่พอสมควรเท่านั้น ก็คือ พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง น้ำมัน นอกเหนือจากนั้น ก็คือ เรื่องของการดูแล เรื่องน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขาดอาหาร และโรคที่เกิดจากโภชนาการอาหารเกิน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารประเภทอื่นๆ ก็คือ พวกอาหาร และเกลือโซเดียมในปริมาณที่สมควร งดเหล้า เบียร์ แอลกอฮอล์ ส่วนการกระจายอาหารในแต่ละมื้อ ก็ควรจะให้ครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ

ถาม : ในแต่ละวันแต่ละบุคคล ควรรับประทานอาหารอย่างไร ถึงจะได้สัดส่วนที่เหมาะสม
ตอบ : จริงๆ แล้วด้านหลักก็ คือ การกำหนดน้ำหนักตัวให้เป็นปกติ คงไม่สามารถบอกได้ว่า การรับประทานข้าว 1 จานแล้ว น้ำหนักตัวจะเท่ากัน กระบวนการเผาผลาญหรือ การใช้ชีวิตประจำวัน ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็คงจะต้องให้แต่ละบุคคลเป็นเทียบ ถ้าหากคิดว่าน้ำหนักตัวในคนเรา อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ และได้มาตรฐาน รับประทานอาหาร ให้น้ำหนักตัว ให้ได้มาตรฐาน ถ้าหากน้ำหนักน้อยเกินไป ก็ควรเพิ่มปริมาณของอาหารขึ้น แต่ถ้าน้ำหนักมากเกินไป ก็คงจะต้องลดปริมาณ จากที่เคยรับประทานอาหารอยู่

ถาม : ในกรณีที่ไม่สามารถรับประทานอาหาร ให้ครบทั้ง 3 มื้อ ควรทำอย่างไร สามารถชดเชย ในมื้อต่อไปได้หรือไม่
ตอบ : ถ้าถามแง่ที่ว่าชดเชยได้หรือไม่ จริงๆ ก็ได้ แต่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในมื้อเช้า ซึ่งจริงๆ เป็นมื้อที่สำคัญมาก ของร่างกาย เพราะร่างกายอดอาหาร ตั้งแต่มื้อเย็นก่อนหน้า ซึ่งประมาณ 8 -12 ช.ม. ถ้าหากเราตื่นเช้า แล้วก็ยังไม่ได้อาหาร แต่ต้องใช้พลังงาน ร่างกายก็จะเสียสมดุล อาจจะมีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำ พลังงานที่จะไปเลี้ยงสมอง ก็จะต่ำลง โดยเฉพาะที่น่าเป็นห่วง ก็คือ เด็กนักเรียน ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า จริงๆ อาหารเช้าไม่จำเป็น จะต้องเป็นการรับประทานข้าวเสมอไป รับประทานอะไรก็ได้

ถาม : สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก ในมื้อเย็นที่ต้องงดอาหาร จะทำให้ร่างกายนั้น ขาดสมดุล
ตอบ : ถึงแม้จะแนะนำว่า ต้องลดน้ำหนัก คือ ลดปริมาณอาหาร โดยทั่วไปเรามักจะแนะนำ ให้ลดปริมาณอาหาร ในแต่ละมื้อลง แต่ไม่ใช่ลดเป็นมื้อๆ ซึ่งมีข้อมูลทางการศึกษา ที่ยืนยัดชัดเจนว่า ถ้าอดอาหารเป็นมื้อๆ จะทำให้การควบคุมน้ำหนัก ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะว่ากว่าจะถึงมื้อต่อไป จะหิว แล้วจะมีความรู้สึกว่า ไม่ได้ทานอาหารไปหนึ่งมื้อ จึงต้องรับประทานชดเชย แล้วจะรับประทานอาหารมากขึ้น ดังนั้น ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ ส่วนในมื้อเย็น ควรทานให้น้อยที่สุด เพราะมื้อนี้ร่างกายของเรา มักจะไม่ได้ใช้พลังงาน

ถาม : นอกจากการรับประทานอาหาร ตามปกติในแต่ละวันแล้ว เรามีความจำเป็น ที่จะต้องรับประทานอาหารเสริมอีกหรือไม่
ตอบ : ในปัจจุบัน อย. กำหนดให้เรียก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีหลายรูปแบบ ทั้งในแง่ของวิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอื่นๆ ที่สกัดจากธรรมชาติ ถ้าจะถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ คงจะต้องดูจากวัย หรือบางขณะของโรคที่เป็นอยู่ ก็อาจจะมีความต้องการสารอาหาร หรือแร่ธาตุต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางกลุ่มช่วงอายุ ก็มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า การให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด อาจจะช่วยได้ เช่น ขณะที่ตั้งครรภ์ เราก็จะให้ธาตุเหล็กเสริม หรือผู้หญิงที่วันหมดประจำเดือน ก็จะแนะนำให้รับประทานแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น หรือในคนป่วยที่รับประทานอาหารได้น้อย ก็ควรจะรับประทานอาหารเสริมแร่ธาตุ หรือวิตามินในช่วงสั้นๆ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เจ็บป่วย และสามารถรับประทานอาหารตามปกติได้ทั้ง 3 มื้อ เรื่องของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ไม่มีความจำเป็น

ถาม : ในแต่ละวัยนั้น ควรเลือกอาหารอย่างไร ถึงจะเหมาะสม
ตอบ : • ถ้าจะเริ่มตั้งแต่ในวัยทารก ก็คงจะต้องเป็นนมแม่ถึงจะดีที่สุด 3 - 4 เดือนแรกนั้น
ควรจะเน้นในเรื่อง ของการรับประทานนมแม่เป็นหลัก 4 - 6 เดือน ก็ควรเสริมอาหารอื่นๆ ควบคู่กับนมแม่ไปด้วย หลัง 6 เดือน จะต้องใช้อาหารปริมาณของอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
• วัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตมากขึ้น กลุ่มนี้ ควรจะต้องได้รับปริมาณอาหารที่เพียงพอ เรามักจะแนะนำให้ดื่มนม วันละ 2 แก้ว เพื่อให้ได้พลังงานและโปรตีน
• พอย่างเข้าสู่วัยรุ่น ก็คงจะต้องรับประทานอาหารตามปกติ แต่ต้องระวัง เพราะวัยที่เป็นวัยที่รักสวยรักงาม วัยที่จะพยายามควบคุมอาหาร จริงๆ ในวัยนี้ ควรจะเป็นอาหารที่มีคุณค่า แต่ถ้าต้องการควบคุมเรื่องน้ำหนัก ก็ควรรับประทานผัก หรือ ธัญญพืชที่มีเส้นใยอาหารมากขึ้น ก็จะช่วยได้ ควรระวังเรื่องการควบคุมอาหาร เพราะอาจจะเกี่ยวข้องกับความสูงได้
• วัยผู้ใหญ่ ก็คงจะไม่แตกต่างไปกับวัยรุ่น ยกเว้นในช่วงที่มีครรภ์ในผู้หญิง ที่ควรจะต้องได้รับแร่ธาตุ แคลเซียม และธาตุเหล็กเสริม ในปริมาณที่เพียงพอ รับประทานอาหารในปริมาณมากขึ้น แต่ก็จะมีอัตราการ เพิ่มของน้ำหนักตัว ของสตรีมีครรภ์ที่เหมาะสม ในกลุ่มของผู้ใหญ่กลางคน ส่วนใหญ่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ความต้องการพลังงานจะปรับลดลง กลุ่มที่ควรจะต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายที่เหมาะสม
• วัยสูงอายุ ควรรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ เพราะไม่ว่าน้ำหนักตัวจะลดลง หรือเพิ่มขึ้นอย่างลง อัตราการเสี่ยงชีวิตจะสูง และถ้าเรามองประเด็น ของโรคกระดูกพรุน ที่มักพบในผู้สูงอายุ จริงๆ การป้องกันโรคกระดูกพรุน ควรรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง ตั้งแต่วัยรุ่นควรดื่มน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นนมพร่องมันเนย ปัญหาที่มักพบบ่อย ในวัยผู้สูงอายุอีกปัญหา ก็คือ ปัญหาไขมัน เช่นเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันในเลือดสูงขึ้น คงจะต้องลดปริมาณไขมันลง หมั่นออกกำลังกาย เช็คสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง


ถาม : อาหารแต่ละชนิดในคุณค่า แตกต่างกันโดยเฉพาะ ถ้าจะรับประทานเพื่อป้องกันโรค ดังนั้น เราจะมีวิธีเลือกอาหารแต่ละชนิดอย่างไร
ตอบ : ที่มาของอาหาร ควรประกอบด้วยอาหารทั้ง 5 หมู่ มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำซาก ซึ่งอาหารทุกอย่าง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ตั้งแต่ส่วนประกอบในตัวเนื้อ ตลอดไปจนปัจจัยในการผลิต หรือการส่งต่อ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเขารับประทานอาหารซ้ำๆ โดยคิดว่าอาหารชนิดนั้นดี ก็มีโอกาสขาดสารอาหาร ที่ควรจะได้จากอาหารอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน มีโอกาสรับสาร อันไม่พึงประสงค์ในอาหารนั้น หรือสารปนเปื้อนจึงเป็นเหตุผล ว่าในแต่ละมื้อ ควรทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้คุณค่าอาหารมาชดเชยกัน เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ อาหาร 1 มื้อ จะสมบูรณ์ตามความต้องการของร่างกาย

ถาม : การรับประทานอาหารจานด่วนเป็นประจำ จะมีผลกระทบอย่างไร ต่อร่างกายในเรื่องคุณค่าอาหารบ้างหรือไม่
ตอบ : ถ้ารับประทานเป็นประจำ หรือ 2 มื้อต่อวัน ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ คุณลักษณะของอาหาร

1. เนื้อสัตว์ค่อนข้างเยอะ
2. ไขมันค่อนข้างสูง
3. เกลือโซเดียมสูง
4. ผักน้อย

เพราะฉะนั้น ถ้ารับประทานอาหารลักษณะนี้บ่อยๆ ซ้ำซาก โอกาสที่จะเป็น โรคอ้วนค่อนข้างมาก จะได้เส้นใยอาหารน้อยเกินไป ก็จะมีโรคอ้วนค่อนข้างมาก แล้วจะมีโรคเรื้อรังตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคของลำไส้อักอีกด้วย


ถาม : ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ : หลักการโดยสรุป ก็คือ

1. โภชนาการตามหลักโภชนาการ
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส
4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรค



รศ.พญ. ปรียานุช แย้มวงษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม


แหล่งข้อมูล : Siriraj E-Public Library - www.si.mahidol.ac.th

ที่มา http://www.yourhealthyguide.com/

ป้ายกำกับ: , ,

อาหาร เกี่ยวข้องกับ โรคภัยไข้เจ็บ ได้อย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่า อาหารที่เรารับประทานทุกวันนี้ มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า อาหารบางชนิด ก็เกิดโทษอย่างที่ เราคาดไม่ถึงเหมือนกัน เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาจจะทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดในคนสูงอายุเท่านั้น ปัจจุบันเราพบภาวะไขมันสูง และมีโรคเส้นเลือดอุดตัน ในคนหนุ่มสาวได้เช่นกัน

เนื่องจากคนไทยเรายุคนี้ แนวโน้มของการรับประทานอาหาร ที่มีไขมันสูง จะมากขึ้นจากอิทธิพลของชาวตะวันตก จึงพบว่าคนไทยเรามี อัตราเสียชีวิตจาก โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มขึ้นไปด้วย

นอกจากนั้น ความอ้วนและการชอบรับประทานอาหารรสเค็มจัดเป็นประจำ ก็เป็นปัจจัยเสริมของ การเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

เนื่องจากปัจจุบัน เรามีการศึกษาเรื่องไขมัน และโทษของมันมากขึ้น จึงอยากให้มาทำความรู้จักกับไขมันในเลือด ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม (เพื่อสะดวกในการจำและนำไปใช้) ดังนี้

1. ไขมันเลว (ถ้ามีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL (ต่อไปถ้าแพทย์ บอกว่า LDL ให้ฟัง คงเข้าใจได้ดีขึ้น) ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) นอกจากนั้นก็มีไขมัน TFA (ไม่ต้องจำชื่อก็ได้ แต่ให้ทราบว่า, ถ้าไขมันที่ดี ของเราผ่านขบวนการ ทางอุตสาหกรรม หรือทางเคมี ก็จะทำให้เปลี่ยนเป็นไขมันเลว หรือ TFA ได้ เช่น ผ่านความร้อนสูงมาก เช่น การกลั่นน้ำมันพืช หรือเติมไฮโดรเจน ให้อาหารกรอบ เช่น คุ๊กกี้ขนมกรอบทั้งหลาย เป็นต้น)

2. ไขมันดี เช่น HDL (คงได้ยินคุณหมอพูดกันบ่อยๆ) ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (ซึ่งรวมถึงไขมัน โอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกัน โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ และทำให้มีสุขภาพดี

เราควรรู้ค่าปกติของไขมันในเลือดบางตัว ที่เราสามารถตรวจวัดได้ ดังนี้

1. โคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) เป็น Cholesterol ทุกชนิดรวมกันค่าปกติ ไม่ควรเกิน 200 mg ถ้าสูง ต้องงด อาหารพวก ที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง, ไขมันสัตว์, เครื่องในสัตว์ (ถ้าอยากทราบว่าอาหารอะไรมี โคเลสเตอรอลประมาณเท่าไร ให้หาอ่านในหนังสือ เกี่ยวกับโภชนาการทั่วๆ ไปได้)
2. โคเลสเตอรอล HDL. ซึ่งเป็นไขมันดี ค่ายิ่งสูงยิ่งดี, ถ้าต่ำกว่า 35 mg ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ การสูบ บุหรี่, ภาวะอ้วน, ภาวะขาดอาหาร จะทำให้ HDL ต่ำลงได้ ส่วนการออกกำลังกายจะทำให้ HDL เพิ่มขึ้น การดื่มไวน์แดงจำนวนเล็กน้อย เป็นประจำพบว่าเพิ่มไขมัน HDL ได้ถึง 5-10%
3. โคเลสเตอรอล LDL เป็นไขมันเลว ปกติไม่เกิน 130 mg ถ้าเกิน 160 mg จะมีความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจเพิ่มขึ้น การควบคุมว่า จะเข้มงวดมากน้อยเพียงไร, ต้องกินยารักษาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามีโรคอย่างอื่น ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ร่วมอยู่ด้วยหรือไม่
4. ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันเลวอีกชนิดหนึ่ง ถ้าสูงมากจะเกิดตับอ่อนอักเสบได้ หรือเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg พบมากในอาหารพวกแป้ง, ของหวาน

ส่วนไขมันอิ่มตัวหรือไขมันไม่อิ่มตัวนั้น เราตรวจเลือดวัดออกเป็นตัวเลขไม่ได้ ต้องควบคุมปริมาณที่กินเข้าไป โดยต้องทราบว่า ควรกิน ไขมันพวกนี้มากน้อยแค่ไหน

ไขมันอิ่มตัวนั้น ไม่ควรกินมากกว่า 10% ของอาหารในแต่ละวัน ในฉลากอาหารมักจะเขียน เปอร์เซ็นต์ของไขมันอิ่มตัว ว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ ให้เราทราบ ไขมันอิ่มตัวพบมากในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก, เบคอน, นม, เนย, นอกนั้นก็จะพบในมาการีน, กะทิ, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์ม ไขมันอิ่มตัวนี้ จะไปแย่งที่ไขมันที่จำเป็นของร่างกาย ทำให้เราเจ็บป่วยได้

ไขมันไม่อิ่มตัว จะมีหลายชนิดที่สำคัญ และเรารู้จักกันดี คือ ไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ซึ่งทั้ง 2 นี้ พบมากในน้ำมันปลา (คนละอย่าง กับน้ำมันตับปลา) กรดไขมันโอเมก้า 3 นี้ จะสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันรูปอื่น ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน ที่ทำให้เราเกิดความสบาย ป้องกันการบวมน้ำ บรรเทาอาการอักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน เสริมภูมิต้านทาน, ลดความดัน ปลาที่มีน้ำมันปลาสูงนั้น จะเป็น ปลาที่คาว, ส่วนที่มีน้ำมันปลามาก คือ ส่วนหัวปลา, พุงปลา, หนังปลา

การปรุงอาหารด้วยการทอดปลา จะเสียน้ำมันปลาไปกับน้ำมันที่ทอดได้ การนึ่ง ต้ม จะดีกว่าการย่าง การกินปลา จะได้โคเลสเตอรอล ไปด้วย ฉะนั้นควรกินปลาอย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1-2 สัปดาห์

นอกเหนือจากอาหารดังกล่าวมาแล้ว อาหารพวกเส้นใย ละลายง่าย เช่น ข้าวโอ๊ต, ถั่วเหลือง, โปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ข้าวกล้อง, มะนาว, ส้ม, แครอท พวกนี้จะช่วยลดไขมัเลวได้

ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มีโทษ ก็จะทำให้สุขภาพดี, ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ลงได้ค่ะ


พญ. ญาณนุช เมตติกานนท์


แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 9 มีนาคม 2544

กินอย่างไร...จึงจะเลี่ยงภัยจากโรคร้าย

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะพร่องของแร่ธาตุในกระดูก ทั้งด้านความหนาแน่น ปริมาณ และความแข็งแรง ภาวะดังกล่าวนี้จะทำให้กระดูกบางลงเพิ่มความสี่ยงที่กระดูกจะหัก

ประมาณกันว่ามีชาวอเมริกันถึง 20 ล้านคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทองเป็นโรคนี้หรือเสี่ยงต่อโรคนี้ แม้ว่ากระบวนการเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรงอาจต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต แต่ช่วงที่เสี่ยงต่อโรคนี้ส่วนใหญ่คือวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในระยะแรกอาการของโรคแทบจะไม่ปรากฏ แต่กระนั้นโรคนี้ก็ร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าสามารถทำให้กระดูกสันหลังหรือสะโพกแตกร้าว ซึ่งน้อยคนนักที่รอดชีวิตมาได้หากอาการลุกลามไปถึงขั้นนั้น

การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยให้เราป้องกันหรือชะลอการบุกรุกของโรคนี้ได้ โดยบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำ

• ผลไม้และผักใบเขียวที่ปลูกแบบปลอดสารพิษ
• ผลิตภัณฑ์นม (ถ้าคุณแพ้นม หรือรับประทานนมไม่ได้ ให้ดื่มนมถั่วเหลืองเสริมวิตามิน D แทน)
• กุ้ง, ปลาคอด
• เต้าหู้ หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่นๆ
• ปลาทะเล
• แอปเปิ้ล
• หลีกเลี่ยง กาแฟ น้ำอัดลม น้ำตาลฟอกขาว เนื้อสัตว์ และเกลือ

โรคหอบหืด คือ ภาวะที่ช่องทางสำหรับลำเลียงอากาศเข้าสู่ปอดไม่ปกติ อาการจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อที่อ่อนนุ่มล้มเหลวในการขนถ่ายอากาศ จนเส้นทางดังกล่าวปิดในที่สุด จึงยากที่อากาศจะเข้าหรือออกจากปอด นำไปสู่อาการหายใจขัดหรือหายใจลำบาก ถ้าอาการเหล่านี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาชั่วระยะหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายในได้

แม้ว่าผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีช่วงเวลาที่ไม่ปรากฏอาการ แต่พวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่า อาการอาจจะกำเริบขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง โชคดีที่อย่างน้อยก็ยังมีอาหารจำพวกหนึ่งที่ช่วยลดการปะทุของโรค และบรรเทาอาการที่เกิดจากสภาวะอ่อนเพลียนี้ สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่

• ผักและผลไม้ปลอดสารพิษ
• ปลาทะเล เช่น ปลาคอด แซลมอน แมคเคอเรล แฮริ่ง
• น้ำมันมะกอก
• โรสแมรี่ ขิง
• ลดการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความรุนแรงของอาการหอบหืด

โรคมะเร็งลำไส้ สามารถเกิดขึ้นที่ส่วนใดก็ได้ของลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ก่อตัวขึ้นเมื่อเซลล์ของลำไส้สัมผัสกับสารเคมีหรือสารก่อมะเร็งจน DNA ของเซลล์ถูกทำลาย ซึ่งนำไปสู่การผ่าเหล่า (mutation) ในเซลล์ และเซลล์เหล่านี้จะแบ่งตัวอย่างปราศจากการควบคุมและกระจายไปทั่วร่างกาย จนอวัยวะเสียหายและถึงแก่ชีวิตในที่สุด แม้ว่าพันธุกรรมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ แต่นักวิจัยเชื่อว่า 90% มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารของแต่ละคน ดังนั้น วิธีป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารให้เหมาะสม ซึ่งมีดังต่อไปนี้

• ผักและผลไม้ที่ปลูกแบบออร์แกนิค โดยเฉพาะ แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่
• น้ำมันมะกอก
• แป้งไม่ขัดขาวเพื่อเพิ่มเส้นใย
• ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า แฮริ่ง แมคเคอเรล เพื่อเพิ่มกรดไขมัน โอเม้า-3
• หัวหอม กระเทียม ต้นหอม ขมิ้น ขิง
• โยเกิร์ต
• บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี
• ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
• ส้ม มะนาว หรือผลไม้รสเปรี้ยว
• หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ กรดไขมันโอเมก้า-6 ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลฟอกขาว และแอลกอฮอล์


แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine

ขอบคุณ http://www.yourhealthyguide.com/

ป้ายกำกับ: , ,

กินดี...ต้านโรคได้

การกิน ไม่ใช่กินอย่างไรให้อร่อย แต่เน้นเรื่อง “ กินดี ” เพื่อต้านโรค เพราะเล็งเห็นว่าคนยุคนี้มีโรคภัยมากมายเกาะกุมรุมเร้าอันมีสาเหตุมาจากอาหารการกิน ผู้ใหญ่และวัยรุ่นยุคนี้คุ้นเคยกับอาหารจานด่วนมากกว่าน้ำพริกผักจิ้ม ส่วนเด็กยุคใหม่เรียกได้ว่าโตมาจากนมผงและอาหารจานด่วน แถมดูอ้วนท้วนสมบูรณ์แก้มกลมแสนน่ารัก แต่อนาคตทำนายได้ยากว่าจะรอดพ้นจากภัย โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดตีบ โรคมะเร็งได้แค่ไหน

แล้วอาหารมีผลอย่างไรที่ทำให้เกิดโรคได้ ?

เมื่ออาหารเข้าสู่ร่างกายของเราแล้วจะถูกย่อยเป็นโครงสร้างเล็กๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญ หรือเมตาบอลิซึม ที่ทำให้เซลล์เล็กๆ ในร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์และเป็นพลังงาน แต่เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารในสัดส่วนที่ไม่สมดุลเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ทำให้มีแนวโน้มของการได้รับสารอาหารบางประเภทมากเกิน โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาล และไขมัน ยกตัวอย่างเช่น แป้ง น้ำตาล ที่มักพบในอาหารจานด่วนและขนมต่างๆ เมื่อได้รับมากเกินไปจะทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และเมื่อมีปริมาณไม่เพียงพอ จะนำไปสู่การเป็นเบาหวานได้ นอกจากนี้แป้งและน้ำตาลที่เหลือใช้จะเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งเมื่อเกิดการสะสมมากขึ้น ระบบการทำงานของร่างกายจะเริ่มแปรปรวนและทำงานบกพร่องจนนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น ไขมันที่ไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือดจะทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น ปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด จนอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยง

การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ไข “ การกินดี เพื่อต้านโรค ” จึงต้องเริ่มจากการเลือกอาหารในแต่ละวันให้มีสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ลดและเลี่ยงอาหารบางชนิด โดยมีหัวใจหลักดังนี้

เลือกกินอาหารที่หลากหลาย

เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดจะมีองค์ประกอบของสารอาหารไม่เหมือนกัน โดยจะมีปริมาณที่แตกต่างออกไปตามหมวดหมู่ของอาหาร เช่น ส้มจะเป็นแหล่งของวิตามินซี แต่มีวิตามินบี 12 อยู่น้อย ในขณะที่ชีสจะมีปริมาณของวิตามินบี 12 อยู่มากกว่า การกินอาหารชนิดเดียวกันทุกๆ วันจะทำให้ร่างกายได้สารอาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่กินมังสวิรัติมีแนวโน้มที่จะขาดโปรตีน วิตามินบี แคลเซียม และธาตุเหล็กได้ง่าย จึงอาจจำเป็นต้องรับประทาน วิตามิน หรืออาหารเสริม ในหนึ่งวันจึงควรเลือกอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ ธัญพืช ผัก ผลไม้ นม เนื้อสัตว์ และถั่วตามปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละคน

คุมปริมาณพลังงานและสัดส่วนสารอาหารในแต่ละวัน

คุณควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ให้พลังงานต่ำ การหมั่นสังเกตฉลากแสดงปริมาณสารอาหารที่เป็นองค์ประกอบ ในอาหารนั้นๆ จะทำให้เข้าใจและสามารถกำหนดสัดส่วนการกินใน แต่ละมื้อได้ดีขึ้น โดยเฉลี่ยพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน 50% ควรมาจาก กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งควรเน้นอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว และธัญพืชต่างๆ อาหารกลุ่มโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ และถั่วต่างๆ ควรได้รับประมาณ 15% ส่วนที่เหลือ 35% มาจากไขมันชนิดดี หรือไขมันที่ไม่อิ่มตัว

กินธัญพืช ผัก และผลไม้ เป็นหลัก

อาหารจำพวกธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีคุณค่าแล้ว ยังเป็นกลุ่มของอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ทำให้อิ่มนานเพราะมีใยอาหารปริมาณสูง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ใยอาหารซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีจะช่วยในการขับถ่ายและดูดซึมสารพิษในลำไส้ โดยขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ จึงช่วยป้องกันการสะสมของสารพิษ และลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร และลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่
ลำไส้ใหญ่ได้

เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี

ไขมันไม่ได้มีโทษไปเสียทุกชนิด ร่างกายยังต้องการไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน สร้างความอบอุ่น ช่วยในการทำงานของสมอง และเป็นองค์ประกอบของฮอร์โมนต่างๆ รวมทั้งช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ไขมันที่ดีคือไขมันที่ไม่อิ่มตัว มีมากในน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมัน-ข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย และปลาทะเล ฯลฯ ส่วนไขมันชนิดเลวคือไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในร่างกาย เพิ่มขึ้น อาจสะสมอุดตันในเส้นเลือด น้ำมันชนิดนี้มักพบในกะทิ น้ำมัน-มะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไขมันจากสัตว์ และนม แต่ในเมื่อนมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สูง คุณอาจเปลี่ยนมาดื่มนมไขมันต่ำแทนก็ได้

ลดน้ำตาลลง

อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตซึ่งได้แก่แป้งและน้ำตาล เมื่อเข้าสู่ร่างกายและผ่านกระบวนการย่อยจะได้กลูโคส ซึ่งก็คือน้ำตาลชนิดหนึ่ง กลูโคสเป็นสารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ในขณะเดียวกันหากมีมาก เกินไปจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม จึงไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนักตัว นอกจากนี้การมีน้ำตาลอยู่ในร่างกายปริมาณสูงจะ ทำให้การสร้างอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเสียสมดุลไป เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงขนมหวานหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน การเลือกกินข้าวกล้องที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะทำให้ร่างกายค่อยๆ สลายกลูโคสออกมาอย่างช้าๆ จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้

เลี่ยงรสเค็ม

อาหารส่วนใหญ่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง มีอยู่ในอาหารทั่วไปเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส น้ำปลา ขนมกรุบกรอบ อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป และอาหารที่มีรสเค็มทุกชนิด จึงเป็นไปได้ว่าเรามักจะได้รับโซเดียมเกินความต้องการของ ร่างกาย แม้ว่าโซเดียมจะมีประโยชน์ช่วยควบคุมปริมาณน้ำและความดัน-เลือดในร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะก่อให้เกิดโรคความดัน-โลหิตสูงได้ โดยในผู้ใหญ่แนะนำว่าควรได้รับประมาณวันละไม่เกิน 1,100-3,300 มิลลิกรัม

ระวังภัย 7 โรคร้าย ...ด้วยการกินให้ถูกวิธี

ถ้าคุณเป็นคนกินไม่เลือก ตามใจลิ้นอยู่ร่ำไป เมื่อร่างกายที่อยู่ในภาวะโภชนาการไม่ดีไปนานๆ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ ขึ้นตามมาได้ ซึ่งโรคหลักๆ จากอาหารมีอยู่ไม่มากตามที่เกริ่นไว้แต่ต้น ดังนั้นถ้าสายเสียแล้วที่จะแก้ไข การเลือกวิธีโภชนบำบัด (diet therapy) ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพื่อให้การรักษาได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมไปกับการรักษาทางการแพทย์

เป็นเบาหวานต้องคุมน้ำตาล

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้น้อยลง รวมทั้งเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญสารอาหารด้วย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เบาหวานสามารถควบคุมได้ด้วยการควบคุมอาหาร ซึ่งสำคัญมากกว่าการรักษาด้วยยา ควรงดเว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล ทุกชนิด จำกัดปริมาณผลไม้ และธัญพืชต่างๆ รวมทั้งข้าว เพราะจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด รับประทานผักประเภทใบที่มีใยอาหารสูงให้มากขึ้นในปริมาณไม่จำกัด เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ส่วนอาหารจำพวกโปรตีนยังสามารถกินได้ปกติ แต่ควรระมัดระวังเรื่องน้ำหนักตัว เพราะจะส่งผลโดยตรงกับอาการของเบาหวาน
การคุมอาหารควรทำไปพร้อมไปกับการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาหารกับโรคหลอดเลือดแข็งและโคเลสเตอรอล

ภาวะไขมันในเลือดสูงจะมีผลให้ไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนขาดความยืดหยุ่นและ อุดตันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ถ้าเกิดการอุดตันจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ไขมันที่พบว่าเกิดการสะสม คือ โคเลสเตอรอล เพื่อความปลอดภัยองค์การอนามัยโลกได้เสนอให้ควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดให้ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร เมื่อโคเลสเตอรอลได้จากอาหาร การควบคุมโดยลดการกินไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ ไข่แดง นม น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เพิ่มปริมาณอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโอ๊ต เพราะใยอาหารจะจับกับ โคเลสเตอรอลในลำไส้เล็กทำให้ถูกดูดซึมได้น้อย และจะถูกขับออกมาทางอุจจาระ นอกจากนี้ แหล่งไขมันที่ควรได้รับในแต่ละวันควรมาจากไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว อย่างน้อย 10-12% ของพลังงานทั้งหมด

ควบคุมสัดส่วนอาหารต้านโรคอ้วน

น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ จึงเกิดการสะสมในรูปของไขมัน จนอาจทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติและเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และระบบทางเดินหายใจ การรักษาจะต้องเริ่มจากสาเหตุ คือควบคุมปริมาณการกินอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม และออกกำลังกายให้มากขึ้น ในส่วนของอาหารนั้นจำเป็นต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ลดพลังงานลงวันละ 500 แคลอรี จะสามารถ ลดน้ำหนักลงได้สัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม เช่น เปลี่ยนจากกินข้าวมาเป็นผักที่มีใยอาหารสูงเพื่อให้อิ่มนานขึ้น งดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อติดมัน อาหารทอด และงดอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารทุกมื้อควรมีปริมาณโปรตีนที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ แทนที่จะเป็นเนื้อสัตว์ที่มักจะมีไขมันสูง

โปรตีนต่ำเพื่อพยุงโรคไต

ไต ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จากการเผาผลาญของโปรตีน ดังนั้นอาหารที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นในการขับถ่ายของเสีย คือ โปรตีน โรคเกี่ยวกับไตมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่โดยสรุปก็คือทำให้ไตไม่สามารถทำหน้าที่อย่างปกติได้ หลักสำคัญในการรักษาด้วยอาหารคือช่วยให้ไตทำงานน้อยลง เพื่อให้ไตได้มีโอกาสพักหรือฟื้นตัว และลดการคั่งของของเสีย อาหารที่รับประทานควรจะมีปริมาณโปรตีนน้อย แต่เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เพื่อนำไปช่วยเสริมสร้างทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่สูญเสียไป แต่สำหรับผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรังจะมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง จำเป็นต้องงดโปรตีนที่มาจากนม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และไข่ เพราะเป็นอาหารที่มีปริมาณฟอสเฟตสูง เมื่อจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารแล้ว พลังงานส่วนใหญ่ที่ได้รับจึงมาจากน้ำตาล ไขมัน และแป้งที่มีโปรตีนน้อย เช่น วุ้นเส้น แป้งมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง วุ้น ลูกชิด สาคู เป็นต้น รวมทั้งจำกัดการได้รับโซเดียม โดยหลีกเลี่ยงสารปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น

โรคความดันโลหิตสูงต้องระวังเกลือ

ความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากแรงดันภายในหลอดเลือดแดงสูงตลอดเวลา โดยแรงดันค่าสูงสุด (systolic blood pressure) และแรงดันค่าต่ำสุด (diastolic blood pressure) มีค่าสูงกว่า 160/95 โรคความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมามากมาย คือหลอดเลือดแดง ไม่แข็งแรง เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต หรือจอตา ก็จะส่งผลให้เกิดอันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้ หลักการรักษาโรคความดันโลหิตสูงคือการควบคุมอาหาร การลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเครียด การดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ อาหารที่ควรจำกัดคืออาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมอยู่มาก เพราะโซเดียมที่อยู่ในเกลือจะทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลแรงดันของผนังเซลล์ และปริมาณน้ำในร่างกาย อาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก ได้แก่ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ อาหารทะเล และยาบางชนิด นอกจากนี้ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก เพราะจะทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ยาก โดยน้ำหนักที่เกินมาตรฐานจะทำให้หัวใจ ทำงานหนักมากขึ้นด้วย

โรคเกาต์กับกรดยูริค

โรคเกาต์เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับกรดยูริค (uric acid) ในเลือดสูง ร่างกายได้รับกรดยูริคจากอาหาร และจากการสังเคราะห์ขึ้นในร่างกายโดยการสลายตัวของเซลล์ต่างๆ โดยจะมีอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของบริเวณที่มีการสะสมของกรดยูริค โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อข้อต่อของกระดูก ทำให้ข้อกระดูกเสื่อม และกระดูกบริเวณนั้นผิดรูปได้ อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีสัดส่วนของสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแหล่งของกรดยูริค เช่น เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ ไข่ปลา ชะอม กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง สัตว์ปีก กุ้งชีแฮ้ หอย น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ปลาขนาดเล็ก เห็ด กระถิน ยีสต์ ปลาอินทรีย์ เป็นต้น ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ควรกินอาหารที่มีไขมันน้อยลงเพื่อให้น้ำหนักลดลง ถ้ากินไขมันมากเกินไปจะทำให้ขับถ่ายกรดยูริคได้ไม่ดี แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานต่ำจนเกินไป เพราะร่างกายจะมีการสลายไขมันจากเนื้อเยื่อ ออกมาใช้ ทำให้มีปริมาณกรดยูริคสะสมเพิ่มขึ้นและขับถ่ายออกจากร่างกายลดลง น้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ควรงดเพราะมีผลต่อการขับถ่ายกรดยูริคด้วยเช่นกัน

ระวังอาหารห่างไกลโรคมะเร็ง

มะเร็ง (cancer) เป็นเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติ โดยจะขยายเซลล์ไปทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ด้วย พบว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกจากมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้น ได้แก่ มลพิษจากสภาพแวดล้อมและอาหาร ข้อมูลต่างๆ จากการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการกินอาหารมีผลกับการเกิดโรคมะเร็งมาก เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจึงควรปฏิบัติดังนี้

• จำกัดอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง เนื่องจากพบว่ามะเร็งในลำไส้ใหญ่มักเกิดในกลุ่มผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูงเป็นเวลานานๆ
• หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองหรือรมควันที่จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
• กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักที่มีสารซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง ได้แก่ อินดอล (indole) อะโรมาติกไอโซไทโอไซยาเนต (aromatic isothiocyanate) ในดอกกะหล่ำม่วง บร็อคโคลี รวมทั้งผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีและอี เช่น มะเขือเทศ ส้ม มะนาว จมูกข้าวสาลี ดอกคำฝอย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่จะช่วยลดการทำลายของเนื้อเยื่อที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

สำหรับแนวทางการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง คือ ให้มีสารอาหารครบสัดส่วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยอาจจำเป็นต้องแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ ดัดแปลงอาหารให้น่ากิน รสชาติดี เนื่องจากความบกพร่องของระบบย่อยอาหารและปัญหาด้านจิตใจ ที่สำคัญควรเป็นอาหารที่ปรุงสุก

จะเห็นได้ว่าอาหารที่ดีนอกจากปรุงแต่งรสชาติได้อร่อยถูกใจแล้ว การเลือกสรรสารอาหารให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมกับแต่ละคนยังเป็นการป้องกันโรคได้ หรืออย่างน้อยการระวังในการกินสักหน่อยก็ทำให้คนเราอยู่กับโรคต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลำบากมากนัก ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับอาหารที่คุณกินในแต่ละมื้อเพื่อการมีสุขภาพที่ดี เพราะ You Are What You Eat... ก็ยังคงเป็นจริงเสมอ


แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

ขอบคุณ http://www.yourhealthyguide.com/

ป้ายกำกับ: , ,

ควรรับประทาน....แคลเซียมเสริมหรือไม่ ?

เมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงประสิทธิภาพของการรับประทานอาหารเสริมชนิดหนึ่ง คือ แคลเซียม ว่าให้ประโยชน์ตามที่เรามีความเชื่อกันหรือไม่ ? โดยติดตามคนกลุ่มนี้นานถึง 7 ปี ในผู้หญิงจำนวนถึง 36,000 ราย ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับแคลเซียม เสริม และอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก (placebo) หากดูถึงชาวอเมริกันเองซึ่งมีข้อมูลที่มาก และน่าเชื่อถือ พบว่าประชากรจำนวนถึง 10 ล้านคนที่มีปัญหาของโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) โดย 80% เป็นผู้หญิง ยังไม่หมดแค่นั้น มีประชากรอีก 34 ล้านคนมีปัญหาเรื่องของกระดูกบาง (osteopenia) เป็นภาวะที่มีความหนาแน่นของกระดูกลดลงกว่าปกติ ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของปัญหากระดูกพรุนในที่สุด คนอเมริกันเองมีการซื้อหาแคลเซียมมารับประทานสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2004 มากกว่าอาหารเสริมทุกชนิดที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา

การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีได้รับการแนะนำมาเป็นเวลานานจากทางการแพทย์ นักวิจัยพบว่าขณะที่หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ประโยชน์จากการรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีทุกวัน ประโยชน์ที่ได้โดยเฉพาะอุบัติการณ์ การเกิดกระดูกหักไม่ได้มากเท่ากับที่เราคาดหวังเอาไว้

จากการศึกษาไม่ได้แสดงให้เห็นประโยชน์ที่ได้อย่างชัดเจนจากการรับประทานแคลเซียมเป็นอาหารเสริม ทำให้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ถึงกับจั่วหัวเรื่องในฉบับหนึ่งว่า “Big Study Finds No Clear Benefit of Calcium Pills” ถอดความได้ว่า “ การศึกษาโครงการใหญ่ ไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนจากการรับประทานแคลเซียมเสริม ”

อย่างไรก็ตามจากงานวิจัยนี้ยังมีข้อดีของการรับประทานแคลเซียมในบางแง่มุม เช่น ผู้หญิงที่รับประทานแคลเซียมตามที่กำหนดอย่างน้อยที่สุด 80% จะสามารถลดการหักของกระดูกสะโพกลงได้ 29% ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 60 ปี ที่ได้รับแคลเซียม (รวมทั้งคนที่ได้รับแคลเซียมไม่ครบถ้วนตามที่กำหนด) มีการหักของกระดูกสะโพกลดลง 21% และในทั้งกลุ่มที่ทำการศึกษา พบมีความหนาแน่นของกระดูก (bone density) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเพียงเล็กน้อย (1%)

จุดอ่อนของการศึกษานี้ คือ เนื่องจากทำการศึกษายาวนานถึง 7 ปี ทำให้การรับประทานแคลเซียมเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอในกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวนหนึ่ง บางคนก็ลืมเลือนไม่ให้ความสนใจ เมื่อครบ 7 ปีพบว่ามีเพียง 76% เท่านั้นที่ยังรับประทานอยู่บ้าง และพบว่ามีเพียง 59% ที่ยังรับประทานแคลเซียมมากกว่า 80% ของที่กำหนด ผู้หญิงที่แม้ว่าจะไม่ได้รับแคลเซียมตามกำหนดยังคงอยู่ในการ-ประเมินผลโดยภาพรวม ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการได้รับประทานแคลเซียม ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ส่งผลทำให้การศึกษาในภาพรวมมีผลดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในกลุ่มที่ได้รับยาแคลเซียม ทำให้มีหลายคนให้ความเห็นว่าการให้แคลเซียมในการศึกษานี้ไม่ค่อยได้ผลประโยชน์ชัดเจนเท่าไร น่าจะเป็นเพราะคนที่เข้าร่วมวิจัยไม่ได้ รับประทานแคลเซียมอย่างเพียงพอ

ผู้หญิงทั้ง 2 กลุ่ม (กลุ่มที่ได้รับแคลเซียมและกลุ่มที่ได้รับ ยาหลอก) สามารถได้รับแคลเซียมเสริมของตัวเองได้ ทั้งจากการรับ-ประทานเสริมและจากอาหาร ทำให้กลุ่มที่ได้รับยาหลอก ได้รับปริมาณแคลเซียมสูงถึง 1,150 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่แคลเซียมที่ให้ในการทดลองนี้คือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และนอกจากนี้บางคนจากทั้ง 2 กลุ่มยังได้รับการจ่ายยารักษากระดูกพรุน ทำให้ชะลอความเสื่อมของกระดูกลงได้ ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ลดความแตกต่างของกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก

ข้อพึงตระหนักสำหรับการรับประทานแคลเซียมเสริม คือ ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในไตสูงขึ้น 17% เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีอะไรดีเลิศไม่มีที่ติ ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ขอให้เลือกใช้อย่างเหมาะสมก็จะเกิดประโยชน์ได้ครับ อาจเกิดคำถามว่าแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไรดี ? คำแนะนำก็คือ ยังควรจะรับประทานแคลเซียม-เสริม จาก WHI (Women's Health Initiative) ได้แนะให้รับประทานแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 400-800 IU (เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม) เป็นการป้องกันกระดูกผุและกระดูกหัก แต่อย่างไรก็ตามต้องรู้ว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อกระดูกพรุนก็ยังมีอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น การที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน เป็นชาวเอเชีย มีโครงร่างกระดูกเล็ก (น้ำหนักน้อยกว่า 127 ปอนด์) มีประวัติโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) หรือกระดูกคด (scoliosis) ในครอบครัว หรือมีประวัติเคยกระดูกหักมาก่อน

การเสริมแคลเซียมไม่เพียงพอแต่ต้องมีการเพิ่มการออกกำลังกาย โดยให้กระดูกได้รับน้ำหนักหรือแรงกระแทกจะทำให้การป้องกันกระดูกผุมี ประสิทธิภาพมากขึ้น การออกกำลังกายเพียงการเดินหรือการว่ายน้ำจะไม่ค่อยช่วยเรื่องกระดูกมากนัก แต่ถ้าเดินโดยยกน้ำหนักไปด้วยจะเป็นการช่วยที่ดีกว่า

นอกจากนั้นยังควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น โยเกิร์ต (ไขมันต่ำ) 1 ถ้วยมีปริมาณแคลเซียม 415 มิลลิกรัม ปลาซาร์ดีน 3 ออนซ์ มี 324 มิลลิกรัม นมพร่องมันเนย 1 ถ้วย มี 302 มิลลิกรัม ผักขม 1 ถ้วยมี 240 กรัม ปลาแซลมอน 3 ออนด์ มี 181 มิลลิกรัม เต้าหู้ 4 ออนซ์ มี 138 มิลลิกรัม ถั่วอัลมอนด์ 1 ออนซ์ มี 71 กรัม ผักบร็อคโคลี 1 ถ้วย มี 42 กรัม เป็นต้น

ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อในภาพรวมด้วย เช่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้นก็จะเริ่มมีการสูญเสียและมีความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งเซลล์ของกระดูกด้วย วิถีการใช้ชีวิตก็ย่อมต้องมีผลสัมพันธ์กันแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย ล้วนมีผลต่อการทำลายเซลล์กระดูกให้เร็วขึ้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เกลือ และไขมัน ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียม ไปกับปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเกิดนิ่วในไตด้วยเช่นกัน ในขณะที่อาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ เนย ชีส ไอศกรีม ทำให้ระดับโคเลสเตรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งระดับโคเลสเตอรอลที่สูงจะกระตุ้นการสลายตัวของกระดูกได้

หลายคนอาจอยากทราบว่า แล้วกาแฟมีผลต่อภาวะแคลเซียมในร่างกายหรือไม่ ? มีน่ะมีแน่ครับ แต่มากแค่ไหนลองฟังดู กาแฟมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม แต่ในปริมาณที่ไม่มากนัก หากจะคิดออกมาให้เห็นภาพก็คือ กาแฟ 1 ถ้วยจะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมไปประมาณ 2-3 มิลลิกรัม ซึ่งสามารถจะทดแทนได้ด้วยการดื่มนมเพียง 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น บรรดาคอกาแฟคงจะสบายใจ ขึ้นนะครับ

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแคลเซียม

• ส่วนใหญ่ของแคลเซียมในร่างกายมนุษย์อยู่ในกระดูกและฟัน (ร้อยละ 99)
• วิตามินดี จะเป็นตัวสำคัญในการรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด เนื่องจากเป็นตัวสำคัญในการช่วยการดูดซึม
• ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี ในขณะที่ผู้ชายอายุ 20 ปี โดยที่ทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี
• หลังจากหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด
• ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม คำแนะนำคือต้อง รับประทานเสริมวันละ 1,300-1,500 มิลลิกรัม


แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

ขอบคุณ http://www.yourhealthyguide.com/

ป้ายกำกับ: , ,

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรื่องผลเสียที่เกิดจากการนอนดึก

เขียนเล่าเรื่องผลเสียที่เกิดจากการนอนดึก-นอนไม่พอ ของตัวเอง

ไปแล้ว คราวนี้มาดูคำแนะนำและงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญกันดีกว่า ว่าทำไม

เราจึงต้องนอนให้เป็นเวลาและเพียงพอ และก็อย่างที่บอกไปล่ะค่ะว่า

การนอนชดเชยนั้น ไม่มีจริงในโลกหรอกนะ บางคนอาจจะคิดว่า วันนี้ไม่ได้

นอนก็ไม่เป็นไร เอาไว้ทบต้นทบดอกทีเดียว ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลยค่ะ

เพราะไม่ว่าเราจะพยายามนอนให้ได้ 8-10 ชม. หรือมากกว่านั้นในวันถัดไป

และแม้กระทั่ง นอนให้ได้ 12 ชม.เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ก็ไม่สามารถทดแทน

เวลานอนที่เราสูญเสียไปในแต่ละวันได้เลย ยิ่งสะสมติดต่อกันมากๆ เข้า

ร่างกายจะมีแต่ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ บางคนอาจจะไม่มีอาการแสดงออก

ให้เห็นเด่นชัดว่าร่างกายและสมองเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่ว่าผลในระยะยาว

นี่สิ น่ากลัวนะคะ เพราะเราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า จะมีโรคอะไรตามมาบ้าง


ขอบคุณ aor-air@bloggang.com








@กลางวัน กลางคืน กับการนอน@


ธรรมชาติของมนุษย์จะนอนตอนกลางคืน โดยในสมองของเราจะมีนาฬิกา

ชีวภาพ (Biological Clock) ซึ่งมีกระบวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่ง

ทำหน้าที่ควบคุมการหลับและตื่นของเรา นาฬิกาชีวภาพจะถูกกำกับโดย

แสงสว่างด้วยส่วนหนึ่งค่ะ สมัยก่อนแสงอาทิตย์จะเป็นตัวกำหนด

การหลับตื่น แต่ทุกวันนี้เรามีไฟฟ้าใช้ แสงสว่างมีทั้งตอนกลางวันและ

กลางคืน กระบวนการทำงานของนาฬิกาชีวภาพจึงมักจะถูกรบกวนอยู่เสมอ

ประกอบกับรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันมีผู้ที่ทำงานกลางคืน ทำงาน

เป็นกะ ทำให้เวลานอนผิดแผกไปจากปกติ


คนที่มีรูปแบบชีวิตเช่นนี้จึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง และหากเป็นไปได้ควร

จะนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แม้จะเป็นตอนกลางวันก็ตาม เพราะ

นาฬิกาชีวภาพสามารถปรับได้ ส่วนระยะเวลาของการปรับนั้นจะขึ้นอยู่กับ

แต่ละบุคคลค่ะ เช่น หากว่ายังเป็นวัยหนุ่มสาวก็จะสามารถปรับได้เร็ว แต่ถ้า

อายุมากขึ้นก็จะปรับได้ช้าลง


ส่วนเรื่องคุณภาพของการนอนนั้น แน่นอนค่ะว่า การนอนตอนกลางวันย่อม

จะสู้การนอนตอนกลางคืนไม่ได้ ทั้งเรื่องของความเงียบ ความมืด ดังนั้น

คนที่จำเป็นต้องนอนตอนกลางวัน จึงควรจัดบรรยากาศห้องนอนให้เหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อให้ได้คุณภาพของการนอนที่ดีและต่อเนื่องค่ะ



--------------------------------------------------------------------------------



@Sleepless Siren@


เมื่อใดก็ตามที่คุณนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะเรียกร้องผ่านอาการ

ง่วงนอนอาการไม่สดชื่น ไม่กระฉับกระเฉง สมองตื้อ ไม่ปลอดโปร่ง คิด

อะไรไม่ออก สมาธิสั้นทำงานผิดพลาด


แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองไม่เป็นไร และสามารถทนได้โดยพยายาม

หาตัวช่วย อาทิ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยได้เพียง

ชั่วคราวเท่านั้น เพราะ สมองจะเรียกร้องตลอดเวลาหากเราอดนอนสะสม

สัญญาณที่ร่างกายส่งมาโดยที่เราไม่ควรมองข้าม และต้องรีบหาทางแก้ไข


โดยด่วนก่อนจะมีปัญหาสุขภาพอื่นตามมา คือ


1. ถึงเวลานอนไม่นอน หากถึงเวลานอนแล้วไม่ง่วง หากถึงเวลาและเข้า

นอนแล้ว 20-30 นาทีแต่ไม่หลับ แสดงว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

กับร่างกาย


2. ถึงเวลาตื่นไม่ตื่น คือ ตอนเช้าเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่นแจ่มใส

ตอนกลางวันก็ง่วงนอนผิดปกติ รู้สึกว่าการนอนไม่ได้ทำให้พักผ่อน ไม่ได้

ทำให้สดชื่น หลับนอกเวลาที่ควรจะเป็น ก็ถือว่าผิดปกติค่ะ


เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.เบญจมาศ อินทรโภคา แนะนำว่า…

“คนที่ผิดปกติ คือคนที่นอนไม่ถูกเวลา เมื่อถึงเวลาไม่ง่วง ไม่นอน ตื่นก่อน

เวลาที่ควรจะตื่น เมื่อตื่นแล้วก็ไม่สดชื่น นี่คือสัญญาณเตือน แต่บางครั้ง

ก็สังเกตยาก เนื่องจากเป็นอย่างนี้ทุกวัน เพราะฉะนั้นหากมีอาการง่วงนอน

ตอนกลางวัน ก็ควรปรึกษาหมอเพราะตรวจดูว่ามีโรคอะไรที่เกี่ยวกับการนอน

หรือไม่ เช่น ปัญหาเรื่องของหลอดเลือดหัวใจความดันสูง ตื่นมาปวดศีรษะ

เหนื่อย เพลีย ปวดตัว ฯลฯ ง่ายๆ คือถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น วูบแรกที่

ลืมตารู้สึกว่าการนอนไม่ได้ทำให้พักผ่อน ไม่ได้ทำให้สดชื่น นี่คือสิ่งที่เร่ง

ด่วนที่สุดโดยยังไม่ต้องรอให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ควรมาหาหมอค่ะ”



--------------------------------------------------------------------------------



@"อดนอน"สุดอันตรายทำคนโง่-อ้วน-ป่วยง่าย@


นักวิทยาศาสตร์เยอรมนีเผยการวิจัยชี้ว่า "การอดนอน"

จะทำให้มนุษย์ยิ่งโง่ เจ็บป่วย และอ้วนง่าย


ศ.เจอร์เกน ซัลเลย์ นักวิจัยพฤติกรรมการนอนหลับ วิทยาลัยแพทย์

รีเกนส์เบิร์ก เปิดเผยว่า การอดนอนส่งผลกระทบเลวร้ายต่อร่างกาย

3 ประการ อย่างแรก ทำให้โง่ เมื่อนอนน้อยจะทำให้ประสิทธิภาพการจดจำ

ลดลง ประการต่อมาทำให้เจ็บป่วยง่าย เพราะการอดนอนส่งผลเสียต่อหัวใจ

ระบบไหลเวียนเลือด กระเพาะ และลำไส้


"นอกจากนั้น ขณะที่เรานอนหลับร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนลดความอยาก

อาหารออกมา แต่การปล่อยฮอร์โมนดังกล่าวจะถูกขัดขวางหากเรานอน

ไม่เต็มที่ ดังนั้น เราจึงรู้สึกหิวบ่อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนอดนอนส่วนมาก

น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น" ซัลเลย์ กล่าว และแนะนำว่า ควรนอนอย่างน้อยคืนละ

7 ชั่วโมงเพื่อความมีสุขภาพที่ดี


นอกจากนี้ มีรายงานวิจัยความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการอดนอน ซึ่งเป็น

งานวิจัยเชิงทดลอง โดยอาสาสมัครหนุ่มสาว ทดลองนอนหลับวันละ 4 ชม.

เป็นเวลา 6 คืน เมื่อเจาะตัวอย่างเลือดพบว่ามีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือด

เพิ่มสูงขึ้นและควบคุมยากซึ่งเกือบจะเป็นเหมือนโรคเบาหวาน


นักวิจัยยังพบว่า การอดนอนเป็นสาเหตุของโรคอ้วนโดยเกี่ยวข้องกับ

ฮอร์โมนเร่งการเติบโต ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตทาง

กายภาพและควบคุมสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกาย

การอดนอนทำให้ฮอร์โมนนี้หลั่งน้อยลง ร่ายกายรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น


นอกจากนี้ยังส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นสารที่สื่อต่อระบบประสาทว่า

ควรจะอิ่มได้เร็วหรือช้าเท่าใด ตามความต้องการอาหารของร่างกายเมื่อ

ระดับเลปตินลดลงจากการนอนน้อย ผู้คนจะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้นแม้

จะได้กินอาหารจนได้พลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม


การนอนไม่พอยังส่งผลต่อเม็ดเลือดขาวและกลไกการตอบสนองภูมิคุ้มกัน

ต่างๆของร่างกาย ทำให้เจ็บป่วยง่ายเมื่อเจอเชื้อโรคการนอนไม่พออาจส่งผล

ร้ายแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องวงจร

การหลั่งฮอร์โมนแปรปรวนเนื่องมาจากการอดนอนและ แสงรบกวนในเวลา

กลางคืนทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม


...เมื่อรู้เสียอย่างนี้แล้ว ก็ลองพิจารณากันดูนะคะว่า ผลได้และผลเสียจาก

การอดตาหลับขับตานอน อย่างไหนมากกว่ากัน...



--------------------------------------------------------------------------------



@อย่าเร่งวันตายด้วยการนอนดึก@


การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตาย

ให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับเครื่องยนต์ Overload

ไม่ช้าเครื่องก็พัง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก มีดังนี้...


1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า


2. ทำให้ระบบร่างกายต่อไปนี้รวนหรือทำงานได้ไม่ปรกติ


ระบบการย่อยอาหาร

ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่

ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึกอุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับ

แท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษอะไรต่างๆ ติดอยู่

เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยให้หมดได้


*แนวทางแก้ไข* ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ

มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ

ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อสัตว์

ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา

(ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนมแทนไข่)


..ท้องผูก มี 2 ลักษณะ..


1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง

2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะ

อาหารล้า ทำให้ไม่มีแรงบีบให้ออกจนหมด ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่าย

หลายครั้ง โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความ

สกปรกหมักหมม ) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็ง

แสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่งมันเป็นของเสียที่ต้อง

ขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่

ขาหนีบ สาเหตุก็มาจากท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึก

ก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมาได้เร็ว

ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มัน

ก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วยทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็

จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผง

เป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้อง

จะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หาถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา



ระบบปัสสาวะ


ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ

แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้องลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย

Overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้

จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกาย

จะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่


*แนวทางแก้ไข* ให้ทานแคลเซียมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ด

ก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้น

ประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้า

ไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง



ระบบเหงื่อ


คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่

ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่าง

กายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้

มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึก

เหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะ

แทน ไตเลยทำงานหนัก



ระบบหายใจ


ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็น

เลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด

เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่อากาศไม่พอ

อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก

และออกซิเจนไม่ได้


*แนวทางแก้ไข* ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่ง

ดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอน

สบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้

อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียง

จะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะ

น้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ



สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง

การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มากและเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมัน

ออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ แถมยังทำให้ถ่ายสบายอีกด้วย

แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง

อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้

น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้น

ทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ถ้าดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น

ร่างกายก็จะขับปัสสาวะออกมาไม่หมด ระบบขับถ่ายก็จะแย่ เพราะลำไส้

บีบตัวไม่ไหว ต้องบีบต้องเค้นกันไป แล้วร่างกายก็จะอ่อนเพลียในที่สุด



...ได้ยินแค่นี้ก็น่ากลัวแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าฝืนธรรมชาติกันเลย พยายาม

เข้านอนแต่หัวค่ำ นอนให้พอ แล้วก็ดูแลใส่ใจสุขภาพด้วยการทานอาหาร

อย่างมีสุขลักษณะและดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยก็เป็นการซ่อมแซมส่วนที่

สึกหรอและปรับสภาพร่างกายให้กลับมามีสมดุลย์ได้อีกครั้งค่ะ...




ขอบคุณที่มา: นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 / คุณมรกต เอื้อวงศ์ / http://www.pha.narak.com สำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ



Create Date : 24 เมษายน 2551
Last Update : 25 เมษายน 2551 11:32:43 น. 12 comments
Counter : 1179 Pageviews.

ป้ายกำกับ: ,

ทุกลมหายใจ ห่วงใยแค่เธอ (ริมทะเล)

ฟังฉันนะตั้งใจฟังให้ดี
นับจากวันนี้เธอจะไม่มีฉันอยู่ใกล้ใกล้
ดูแลตัวเองให้ดี ในวันที่ไม่มีใคร
เจ็บปวดไปหาหมอนะรู้ไหม จะได้กินยา



อย่าทำงานหนักจนลืมพักผ่อน
เวลาเข้านอน ก็อย่าลืมห่มผ้าหนาหนา
ที่สำคัญ ต้องกินข้าวให้ตรงเวลา
ล็อกประตูบ้านให้แน่นนะ แล้วอย่าเปิดให้ใคร



หมดหน้าที่เพียงแค่ตัว
แต่กับหัวใจฉันมันไม่ใช่
จะคิดถึงเสมอเหมือนเดิมตลอดไป
รู้ไว้นะคนที่ฉันเป็นห่วงทุกลมหายใจ มีเพียงเธอ

ป้ายกำกับ: , ,

เร้าอารมณ์โดยไม่ใช้มือ (Lisa)

การหากรรมวิธีรักแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อเข้ามาเติมเต็มความรู้สึก สำหรับคู่รักที่หวานชื่นกันมานาน ถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุดยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น บทเกริ่นหรือการเล้าโลมนั้น อย่ามองเห็นเป็นเพียงแค่ทางผ่านก่อนก้าวสู่จุดหมายสำคัญสุดท้ายอย่างที่ตั้งใจเพราะการเริ่มต้นที่ดีย่อมมีชัยในรักไปกว่าครึ่ง

แต่แม่แบบของการเร้าอารมณ์นั้นผูกติดอยู่กับการใช้มือ ส่งผลให้ผู้รุกไม่สามารถพลิกแพลงบทบาทรักไปได้มากกว่าข้อจำกัดทางสรีระของนิ้วมือทั้งห้า แต่คุณทราบหรือเปล่าว่า จริงๆ แล้ว “มือ” เป็นเพียงช่องทางหนึ่งของการประโลมรัก เพราะยังมีทางออกอื่นอีกมากที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ และอาจจะดีกว่าการสัมผัสจากมือด้วยซ้ำ



น้ำแข็ง เนื่องจากเป็นของแข็งที่แปรสภาพมาจากของเหลว เมื่ออุณหภูมิลดลงจึงสามารถกระตุ้นอารมณ์ผู้ถูกสัมผัสได้มากกว่าปกติ โดยความเย็นจะทำให้รูขุมขนของเขาเกิดการหดและขยายตัวอย่างถี่ๆ แล้วอย่างนี้หวานใจจะไม่มีอารมณ์ได้อย่างไร

เคล็ดลับสำคัญ กรุณาเสาะหาน้ำแข็งก้อน พื้นผิวเรียบมีขนาดพอเหมาะ จับได้กระชับมือ ห้ามใช้น้ำแข็งบดเป็นอันขาด เพราะจะละลายก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะเกิดอารมณ์

เจลลี่ อาจต้องยุ่งยากขึ้น อีกนิด เพราะคุณต้องตระเตรียม ส่วนวีธีการใช้นั้นไม่ต่างจากน้ำแข็ง อาศัยหลักการเอาความเย็นเข้าเล้าโลมก่อนจะใช้ปลายลิ้นไล้ความหวานออกมาจากพื้นผิวฝ่ายตรงข้าม

เคล็ดลับสำคัญ ต้องผสมให้เจลลี่แข็งกว่าปกติ ไม่อย่างนั้นอาจจะหลุดเป็นชิ้นๆ คามือได้ยิ่งไปกว่านั้น ต้องจับอย่างระมัดระวัง โดยให้น้ำหนักในการจับและการกดเพื่อลูบไล้ตามตัวหวานใจ เป็นไปอย่างเบามือ

ขนนก ที่แนะนำขนสัตว์ประเภทนี้ เพราะค่อนข้างหาได้ง่ายตามท้องตลาด สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ไรขน ซึ่งต้องมีความละเอียดอ่อนและบางเบา เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเร้าความรู้สึกไปตามการลากผ่านพิกัดสำคัญของฝ่ายตรงข้าม

เคล็ดลับสำคัญ จำไว้เสมอว่า ขนนกมีความเปราะบางเป็นพิเศษ คุณจึงต้องรักษาระดับน้ำหนักมือเอาไว้ให้คงที่ อย่าไปมันมือเพราะเห็นหวานใจกำลังเคลิบเคลิ้ม แต่จงอดทนรอรุกเร้าหวานใจให้ได้ที่เสียก่อน จึงค่อยเดินหน้าในทางรักตามใจตนเอง

ปลายลิ้น อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่า มีเพียงมือเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเพราะ “ปลายลิ้น”ก็มีคุณสมบัติในการเข้าสัมผัสได้ไม่แตกต่างกัน แถมจะมีภาษีดีกว่าในการแตะต้องจุดสำคัญ กระทั่งฝ่ายตรงข้ามได้รับความรู้สึกอันแปลกใหม่

เคล็ดลับสำคัญ คุณต้องหัดบังคับปลายลิ้นให้ได้อย่างใจต้องการ ก่อนลงซ้อมภาคสนามด้วยการเข้าสัมผัสจริง เพื่อจะได้หาจุดเหมาะสมทางความรู้สึกจนพบ ยิ่งไปกว่านั้นควรระมัดระวังกับการแตะต้องจุดสำคัญ เพราะอวัยวะรับรสชนิดนี้อาจทำให้วิมานรักล่มได้ หากฝ่ายตรงข้ามปราศจากความสะอาดอย่างเพียงพอ

ฟองสบู่ โดยอาศัยจังหวะที่ต่างฝ่ายต่างทำความสะอาดร่างกายกันและกัน โดยสัมผัสจากฟองสบู่จะสร้างความวาบหวิวบนผิวหนังหวานใจ เพราะขณะที่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างนั้น ส่วนหนึ่งของฟองน้ำจะแตกตัวอย่างฉับพลัน และอีกส่วนซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง จะยืดหดตามแรงกดจนเกิดความหยุ่นบนผิวหนัง

เคล็ดลับสำคัญ อยู่ที่การตีฟองสบู่บนเรือนร่างของคุณและเขา โดยต้องให้ฟองมีความเข้มข้นจากเนื้อสบู่ค่อนข้างสูง ไม่เช่นนั้นฟองกลมๆ จะสลายตัวอย่างรวดเร็ว

หยดน้ำ เพียงคุณให้หวานใจหลับตานอนเปลือยเปล่าบนเตียง แล้วปล่อยหยดน้ำให้ตกลงบนจุดสำคัญ ก่อนจะไหลไล้ไปตามเรือนร่างซ้ำอีกครั้งรับรองว่าเขาต้องตอบรับกับวิธีการเล้าโลมนี้แน่

เคล็ดลับสำคัญ คุณต้องเข้าใจหลักแรงโน้มถ่วงของโลก รวมทั้งองศาของเรือนกายหวานใจก่อนจะปล่อยสื่อรักชนิดนี้ลงไปให้ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเมื่อหยดลงไปแล้วต้องให้น้ำมีระยะทางเดินบนผิวหนังมากที่สุด ไม่เช่นนั้น มันก็ไม่ต่างจากการใช้มือแตะไปตามพิกัดสำคัญ

ลมหายใจและสมปาก ยิ่งอากาศรอบข้างหนาวมากเท่าไหร่ วิธีการนี้ยิ่งจะใช้ได้ผลเพราะความอบอุ่นจากลมหายใจ จะช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวหนังที่กำลังหดตัวเพราะความหนาวเหน็บ ให้ฟื้นคือสู่สภาพตื่นตัวและพร้อมจะรับรู้ถึงแรงกระตุ้นจากภายนอก

เคล็ดลับสำคัญ ต้องรู้จักปล่อยลมหายใจและลมปากออกไปอย่างสม่ำเสมอ อย่าอั้นเอาไว้แล้วพรวดออกมาทีเดียว เพราะถึงจะได้ความรุนแรงในการตกกระทบต่อพื้นผิว แต่อาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมา ยิ่งไปกว่านั้นต้องทิ้งระยะห่างระหว่างพื้นผิวกับแหล่งกำเนิดลมให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้น จะยากต่อการบังคับแรงลมให้เป็นไปตามความปรารถนาได้เวลาสอบภาคปฏิบัติ

อย่าลังเลที่จะเดินเครื่องรักครั้งใหม่ ด้วยวิธีการซึ่งได้แนะนำไป แม้ขั้นตอนการเล้าโลมจะหวังผลให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดอารมณ์ปรารถนาจะร่วมรัก แต่ก็ไม่ได้มีกรอบจำกัดให้ใช้เพียงมือสำหรับงานนี้เท่านั้น แล้วไม่ช้าคุณและคนเคียงข้างจะได้รับผลลัพธ์ทางความรู้สึกอันแปลกใหม่ และเย้ายวนใจยิ่งกว่าเคย

ป้ายกำกับ: ,

เรื่องยุ่งบนเตียงโดยฝีมือเขา (Lisa)

เมื่อทราบถึงเรื่องยุ่งที่คุณเป็นคนก่อแล้ว จะไม่พาดพิงถึงเรื่องร้าวฉานซึ่งเขาเป็นคนทำ ก็คงไม่ยุติธรรม และต่อไปนี้คือเรื่องวุ่นๆ ที่หนุ่มๆ เป็นตัวสร้างสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดรักร้าวจนสาวๆ อย่างคุณไม่สามารถเบือนหน้าหนีได้ นอกจากตรงเข้ารับรู้ก่อนจะรับมืออย่างถูกต้อง

ชอบดื้อเงียบไม่ยอมปริปาก ถึงจะตระหนักว่างานรักตรงหน้า ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างใจต้องการ แต่เขามักเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

อยากให้ฝ่ายตรงข้ามตรงเข้ามาหา นี่แหละเป็นนิสัยของผู้ชายโดยแท้ เพราะเขาถูกฝึกมาให้เป็นผู้นำ จึงไม่มีทางจะเดินหรือก้มหัวเข้าไปหาใครได้ง่ายๆ

ไม่ค่อยใส่ใจความสะอาดของตนเอง ในความคิดของเขามักจะตีความว่า “ร่างกาย” เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นไม่สำคัญเท่าความคิดและจิตใจภายใน

ไม่ค่อยยอมรับฟังคำทัดทาน การตรงเข้าไปพูดคุยเพื่อแจกแจงถึงความผิดพลาดของเขา ไม่ใช่เรื่องสมควรทำ เพราะหวานใจถือในเรื่องเกียรติและศักดิ์ค่อนข้างมาก สู้ใช้ทางอ้อมในการตะล่อมบอกจะเหมาะสมกว่า

ป้ายกำกับ:

มีแฟนแล้ว อย่าลืมเพื่อน (อสมท.)

เมื่อคุณต้องการไหล่ใครสักคนไว้ซับน้ำตา เพื่อนผู้หญิงทำหน้าที่นี่ได้ดีกว่าคนรัก

คุณอาจจะกำลังมีความสุขในเรื่องรัก จนคิดว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการใครอีกแล้วนอกจากเขาคนเดียว แต่การศึกษาชี้ว่า เมื่อมีปัญหาหรือรู้สึกกดดันในชีวิต คนรักไม่สามารถแบ่งเบาความทุกข์ใจได้ดีเท่าเพื่อนผู้หญิง

แม้คุณจะมีแฟนแล้ว ก็อย่าหลงลืมหรือทอดทิ้งมิตรภาพกับเพื่อนผู้หญิงเป็นอันขาด เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นในอนาคต อย่างน้อยก็ยังมีคนคอยปลอบใจและมีเวลาให้เราเสมอ



ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

ลางสังหรณ์จากการกระตุกที่ตาข้างขวา

ลางสังหรณ์จากการกระตุกที่ตาข้างขวา..ให้ดูว่าเป็นที่ช่วงเวลาใดนะ...
1) ที่เวลา06.00-09.00...แสดงว่าจะได้รับข่าวดี, จะได้โชคลาภและของฝากที่ถูกใจ, เพื่อนฝูงและญาติมิตรที่อยู่ไกลกันจะเดินทางมาหาด้วยความตั้งใจ
2) 09.00-12.00...แสดงว่าจะได้ลาภ, เพื่อนฝูงและญาติมิตรจะนำเอาโชคลาภและสิ่งของมาให้(ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้)หรืออาจจะนำข่าวดีมาบอกก็เป็นได้
3) 12.00-15.00...การดำเนินงานที่กำลังคั่งค้างเอาไว้หรือกำลังทำอยู่หรือกำลังคิดว่าจะทำก็ควรที่จะรีบทำได้เลย เพราะว่าผลสำเร็จกำลังรอคอยอยู่เมื่อได้ตัดสินใจทำลงไปแล้ว
4) 15.00-18.00...จะได้พบกับคนที่เรารักและคนที่เราเฝ้าคิดถึง หรือคู่ครองที่พลัดพรากจากกันไป และเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบกันมาแต่ก่อนจะได้มาพบกันโดยบังเอิญหรืออาจเดินทางมาหาถึงบ้าน พร้อมทั้งยังนำเอาลาภและสิ่งที่ดีงามมาให้
5) 18.00-06.00...ระวังจะเกิดเรื่องเดือดร้อน จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าน หรืออาจมีปากเสียงกันภายในระหว่างครอบครัว เรื่องเล็กน้อยอาจบานปลายกลายเป็นเรื่องราวใหญ่

ป้ายกำกับ: ,

คุณเชื่อไหม ว่าคิ้วกระตุก ข้างขวาร้าย ข้างซ้ายดี

แต่ว่า เค้าว่าขวาร้ายซ้ายดี
แต่หลังจากบ่ายไปแล้วถ้ากะตุกอีก
อ่ะ เค้าบอกว่าทั้งซ้ายและขวา ก้อจะดีเหมือนกัน
ไม่ทราบว่า ใครพอจะรู้หรือป่าว ได้ยินมาค่ะ......


ถ้าช่วงเช้าถึงเที่ยง ซ้ายกระตุกร้าย ขวากระตุกดี แต่ถ้าหลังเที่ยงไปแล้ว ขวากระตุกร้าย ซ้ายกระตุกดี

ป้ายกำกับ: ,

ตากระตุก ไม่ใช่แค่ ขวาร้าย...ซ้ายดีนะ

--------------------------------------------------------------------------------
วันไหนอยู่ดีๆ แล้วเกิดตากระตุกขึ้นมา คนที่มีความเชื่อตามแบบโบร่ำโบราณจะต้องคิดทันทีว่า "ขวาร้าย ซ้ายดี"
แต่ถ้าไปถามหมอก็จะได้คำตอบว่า

อาการตากระตุก แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ เปลือกตากระตุก และลูกตากระตุก

เปลือกตากระตุก อาจเกิดจากนิสัยความเคยชินในวัยเด็ก เด็กบางคนสามารถกระตุกเปลือกตาและใบหน้าเป็นครั้งคราวได้ และสามารถหยุดได้ทันทีเมื่อต้องการหยุด อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น นอกจากนั้นอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในคนสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีอาการเปลือกตาค่อยๆบีบตัวเกร็งทีละน้อยจนกลายเป็นหลับตาแน่นมากทั้งสองตา เกิดเป็นครั้งคราว เป็นๆ กายๆ ขณะหลับจะไม่มีอาการ หากทิ้งไว้นาน ความรุนแรงและความถี่จะมากขึ้นจนกลายเป็นตาปิดตลอด ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

เปลือกตากระตุกอีกชนิดเกิดจากกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ากระตุก มักเกิดจากเส้นเลือดในสมองโป่งพอง หรือมีเนื้องอกกดเส้นประสาทที่มาเลี้ยงเปลือกตา จะมีอาการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเปลือกตาและกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกอาการเกร็งจะคงอ
ยู่แม้ขณะหลับจะมีอันตรายต้องได้รับการผ่าตัด

ตากระตุก เป็นอาการกระตุกของลูกตาเป็นจังหวะด้วยทิศทางและความแรงแตกต่างกันออกไป เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เกิดขึ้นภายใน 2-3 เดือนแรก หลังคลอดหากลูกตากระตุกเท่าๆ กันในตาทั้งสองข้างอาจร่วมกับการมีศีรษะสั่นด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น

นอกจากนี้ยังพบได้จากการล้าของกล้ามเนื้อตาทำให้ตากระตุก กลุ่มนี้ไม่มีปัญหาอะไรหายเองได้ แต่หากอาการตากระตุกเป็นอยู่นานๆ ควรต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของโรคจะได้แก้ไขอย่างถูกต้องต่อไป

แหมเราก็หลงเข้าใจไปว่า ตากระตุก จะเกี่ยวกับเรื่องโชคลางนะคะ เอาล่ะค่ะ รู้แบบนี้แล้ว ใครมีอาการ ตากระตุกก็อย่าลืมไปปรึกษา คุณหมอกันนะจ๊ะ เป็นห่วงทุกคนจ้า

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.ksbrhospital.com

ป้ายกำกับ: ,

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีเปลี่ยนกระถางใหม่ให้ต้นไม้

เมื่อต้นไม้มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ควรหากระถางใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาเปลี่ยน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีการเปลี่ยนกระถางใหม่ให้ต้นไม้มาบอก...

เริ่มจากเลือกดินร่วนผสมสูตรสำหรับการปลูกต้นไม้ พรมน้ำให้ชุ่มก่อนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 2 คืน เพื่อให้ความชื้นกระจายให้ทั่ว แล้วนำดินที่ผสมเสร็จเทลงในกระถางใหม่ที่เลือกไว้ แล้วจึงเคลื่อนย้ายต้นไม้ด้วยความระมัดระวังจากที่เดิมมายังกระถางใหม่ ถ้าต้นไม้ออกจากกระถางเดิมยากให้แซะดินที่แห้งตามขอบออกและใช้ไม้กระทุ้งที่รูใต้กระถางเบา ๆ จะทำให้ต้นไม้หลุดออกง่าย หลังจากนั้นตัดแต่งรากที่ยาวเกินออก เพื่อเป็นการกระตุ้นให้รากใหม่งอกได้สะดวก อาจจะแซะดินที่หุ้มรากออกบางส่วนเพื่อให้รากใหม่ยึดเกาะดินใหม่ สุดท้ายจัดต้นไม้ให้ตั้งอยู่ตรงกลางของแนวกระถาง ใส่ดินกลบให้มิดโคนรดน้ำ 1 ครั้ง รอให้ดินยุบตัวแล้วค่อยใส่ดินลงไปอีกครั้งให้แน่นมิดโคนต้น จะเป็นการป้องกันรากลอยในการรดน้ำครั้งต่อไป

รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

ป้ายกำกับ: , ,

วิธีขจัดรอยเปื้อนบนพรม

เดลินิวส์ออนไลน์วันนี้ ขอนำเคล็ดลับการขจัดรอยเปื้อนชิดต่างๆบนพรม ให้เหมือนใหม่น่าใช้มาฝาก...

-รอยเปื้อนทั่วไป ใช้ผ้าแห้งซับลงบนรอยเปื้อน อย่าถูหรือขยี้พรมเด็ดขาด หากมีกลิ่นอับให้ใช้ผงฟูหรือข้าวโอ๊ตโรยบนพรมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกให้เกลี้ยง กลิ่นจะค่อยๆจางหายไป

-รอยเปื้อนจากสนิม ใช้ผ้าแห้งชุบน้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาว เช็ดไปที่รอยเปื้อน จนรอยนั้นจาง

-รอยเปื้อนจากไวน์หรือน้ำผลไม้ ใช้ผ้าแห้งชุบโซดาหรือน้ำยาล้างจาน ซับไปตามรอยเปื้อน

-รอยเปื้อนจากคราบเลือด และช็อกโกแลต ใช้ผ้าชุบน้ำเปล่าที่ผสมแอมโมเนีย 1 ช้อนชา เช็ดตามรอยเปื้อน โดยเริ่มจากรอบนอก แล้วเช็ดซ้ำด้วยผ้าแห้ง

-รอยเปื้อนหมากฝรั่ง วางน้ำแข็งบนหมากฝรั่ง เพื่อให้หมากฝรั่งแข็งตัว จากนั้นค่อยๆแกะหมากฝรั่งออก แล้วเช็ดออกด้วยน้ำยาซักแห้ง

หากอยากให้พรมปราศจากรอยเปื้อย ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดูได้.

ป้ายกำกับ:

วิธีลดความเค็มของปลาเค็ม

ใครที่ชอบรับประทานปลาเค็ม แล้วรู้สึกว่าปลาเค็มนั้นเค็มจนเกินไป วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีลดความเค็มของปลาเค็มมาบอก...

วิธีลดความเค็มลง สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยนำปลาเค็มไปแช่ในน้ำเกลือ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดแบบผ่าน ๆ แล้วตากไว้ให้แห้งก่อนที่จะนำไปทอดตามปกติ

เพียงเท่านี้ ก็จะได้ปลาเค็มที่ไม่เค็มจนเกินไปไว้รับประทานกันแล้ว.

ป้ายกำกับ:

วิธีป้องกันอาการเสียวฟัน

เดลินิวส์ออนไลน์วันนี้ ขอนำเคล็บลับวิธีป้องกันอาการเสียวฟัน จากการรับประทานอาหารเย็นเจี๊ยบ หวานจัด หรือมีรสเปรี้ยวจี๊ดมาฝาก...

-ลดการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือมีรสเปรี้ยวจัด

-แปรงฟันให้ถูกวิธี ด้วยแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้

-บ้วนปากหลังรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำหรือน้ำชาทันที หากไม่สะดวก ให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ช่วยได้เช่นกัน

-พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนทุกปี

เสียวฟัน ป้องกันได้ ลองดู!

ป้ายกำกับ: ,

วิธีลดอาการปวดหลังเวลานั่งทำงาน

ใครที่ประสบปัญหานั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ แล้วมีอาการปวดหลัง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีลดการปวดหลังมาฝาก...

- เลือกขนาดของเก้าอี้และโต๊ะทำงานให้เหมาะสม และพอดีกับสรีระ

- ควรปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานให้อยู่ในระดับสายตา ส่วนแป้นควรอยู่ในระดับข้อมือ

-ไม่ควรนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ควรจะพักทุก 1 ชั่วโมง หรือ 45 นาทีเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ

-บริหารร่างกายคลายความเมื่อยล้าอย่างง่ายๆ ด้วยการบีบนวดต้นคอ ยืดกล้ามเนื้อคอ หรือเอียงซ้าย-ขวา ก้มและเงยหน้า แต่ละท่าควรทำค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นยืดตัวได้

เริ่มปวดหลังเมื่อไหร่ ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้.

ป้ายกำกับ:

การทารองพื้นที่ถูกวิธี

ทราบหรือไม่ว่าการทารองพื้นที่ถูกวิธีนั้นทำอย่างไร วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีการทารองพื้นที่ถูกวิธีมาฝาก...

- กันเส้นผมจากใบหน้า อย่าให้ตกลงมาตรงหน้าผาก

- ทำความสะอาดผิวหน้าและลำคอ

- ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ รอ 5 นาทีให้เนื้อครีมซึมสู่ผิว

- ถ้าใช้รองพื้นแบบแป้งเค้ก ให้เอาฟองน้ำชุบน้ำพอหมาด (ความเข้มข้นของเนื้อแป้งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในฟองน้ำ)

- ใช้ฟองน้ำแตะเนื้อแป้งลงตามบริเวณใหญ่ ๆ (แก้ม/หน้าผาก/คาง)

- ค่อย ๆ เกลี่ยแป้งให้เสมอกัน จนถึงลำคอ

- ถ้าใช้รองพื้นแบบครีม ให้ใช้นิ้วมือ เกลี่ยให้เรียบอย่างเบามือ โดยเกลี่ยวนเป็นวงจากตรงกลางจนทั่วใบหน้า

เมื่อลงรองพื้นแล้ว แป้งที่ใช้ควรเป็นชนิดใส ไม่มีสี ให้กลมกลืนกับรองพื้น เพราะการใช้แป้งที่มีสีเติมลงไปอีก จะไปบิดเบือนสีผิวจริง และทำให้ดูหลอก

ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้.

ป้ายกำกับ: ,

ผิวหน้าหล่อใส

วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ขอเสนอเคล็ดลับสำหรับหนุ่ม ๆ ที่อยากมีผิวหน้าหล่อใสมาบอก...

- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทที่มีเซรั่มเน้นการบำรุงและฟื้นฟู โดยเลือกประเภทที่เต็มไปด้วยวิตามินและสารแอนตี้ออกซิแดนท์เข้มข้น เพราะจะมีประสิทธิภาพให้กับผิวได้เป็นอย่างดี

- วิธีจัดการหลังล้างหน้า นำผ้าขนหนูเนื้อนุ่มมาชุบน้ำแช่ตู้เย็นเอาไว้จนเย็นจัด และเอาผ้านั้นมาแปะลงบนหน้า ค่อย ๆ กด และนวดคลึงใบหน้าอย่างเบามือ วิธีนี้จะช่วยให้ผิวตื่นตัวเร็ว แก้มเปล่งปลั่งสดใส แถมยังเป็นการลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้อีก

- การนวดแบบกดจุด ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดหัวคิ้วทั้งสองข้าง แล้วค่อย ๆ กดไล่ตามรูปคิ้วออกไปเรื่อย ๆ จนถึงขมับ โดยใช้นิ้วนวดขมับเบา ๆ และกดไล่มายังโหนกแก้มจนสุดท้ายมาหยุดที่ริมฝีปาก วิธีนี้จะช่วยการไหลเวียนของเส้นเลือดและเส้นประสาทให้ทำงานที่ดีขึ้น

- อุปกรณ์ประเภทถุงเจล จะช่วยในการกระตุ้นให้ผิวตื่นตัวได้เร็ว การเลือกควรดูที่มีแบบเมนธอลและน้ำมันยูคาลิปตัส เพราะจะให้ความสดชื่น ผ่อนคลายได้ดี ข้อควรระวัง คือ ถ้ามีผิวที่แพ้ง่ายก็ควรหลีกเลี่ยง

- การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัดอย่างเบา ๆ จะช่วยให้สมานรูขุมขนได้ดี และทำให้มีเส้นเลือดฝาดบนใบหน้า

รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

ป้ายกำกับ: ,